วันอังคารที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2553

บนทางไปสู่งานมหกรรมหนังสือ

มาอยู่กรุงเทพได้สองเดือน ตามแรงราหูส่ง ส่งมาดี และทำให้ชะตาบางอย่างเปลี่ยนไป ดีบ้างไม่ดีบ้าง เป็นปกติบ้างไม่เป็นบ้าง เราไม่อาจคาดการใดได้
ลองทำความกล้าออกจากห้องพักเก่า ไปเพื่อไปดู มหกรรมหนังสือแห่งชาติ (น่าจะเรียกว่าหนังสือแห่งกรุงเทพ งานนี้น่าจะขยายผลไปได้มากก่วานี้ เพราะงานนี้ไม่ได้มีส่วนรว่มจากต่างจังหวัดอย่างที่สัมผัสได้ แม้หนังสือหลายเล่มเขียนจากประสบการณ์ในต่างจังหวัด)
ความกล้าพาตัวเราเดินออกจากห้องพักผ่านการไฟฟ้าที่เปิดประตูหลังไว้ให้เดินผ่านได้อย่างเดียวนับเป็นความกรุณา และถ้าเป็น CSR น่าจะไม่ผ่านเพราะยังระแวงชุมชน ปิดกันชุมชน ทั้งที่ถ้าใช้ปัญญาน่าจะทำได้ดีกว่านี้
นั่งรถเมล์ฟรีเพื่อประชาชน สาย 179(ราคาเจ็ดบาทถ้าต้องจ่ายแต่ปีหนึ่งจ่ายภาษีเป็นสองสามแสน เฮ้อ!)ไปลงบิ๊กซี เพื่อหาของรองท้อง เป็นอาหารหลักสำหรับวันเชียวละ จากบิ๊กซี ต่อรถสาย 50 14 บาท ไปลงบางซื่อเดินอีกสองร้อยเมตรเห็นจะได้ถึงทางเข้าสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน ค่ารถ 41 บาทถึงศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ สถานที่จัดงาน โอ้แม่เจ้า มีแต่คน กับหนังสือ คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน คน หนังสือ หนังสือ หนังสือ หนังสือ หนังสือ หนังสือ หนังสือ หนังสือ หนังสือ หนังสือ หนังสือ หนังสือ หนังสือ หนังสือ หนังสือ หนังสือ หนังสือ หนังสือ หนังสือ หนังสือ หนังสือ หนังสือ หนังสือ หนังสือ หนังสือ หนังสือ หนังสือ หนังสือ หนังสือ หนังสือ หนังสือ หนังสือ หนังสือ หนังสือ หนังสือ หนังสือ หนังสือ หนังสือ หนังสือ หนังสือ หนังสือ หนังสือ หนังสือ หนังสือ หนังสือ หนังสือ หนังสือ หนังสือ หนังสือ หนังสือ หนังสือ หนังสือ หนังสือ หนังสือ

เดินเลือกหนังสือ ดูตาม Guide Map ไม่ได้สริดนะ(สริด=ดัดจริต) แต่เป็นภาษาอังกฤษจริงๆ ไม่เห็นเค้าบอกเป็นภาษาไทยเลย ได้หนังสือมาให้ภรรยาหนึ่งเล่มเป็นหนังสือของสำนักพิมพ์แสงแดด เป็นเรื่องทำกับข้าว ชื่อ แกงป่า ผัดเผ็ด


ไปสมัครเป็นสมาชิกของมูลนิธิโกมลคีมทอง เพราะชอบมานานแล้วได้หนังสือชื่อ ชีวิตสอนอะไรเราบ้าง

แต่บางสำนักพิมพ์เราไม่ได้สมัครเพียงซื้อหนังสือเขาเขาก็ให้สมัครสมาชิกฟรี

วันจันทร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2553

ในคืนพระจันทร์เพ็ญแห่งเดือนมาฆะ

คืนวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 ในการเดินทางจากบ้านลำปางมายังนนทบุรีเพื่อเดินทางต่อไปยังสุราษฎร์ธานี เป็นการเดินทางที่มัวเมาอีกครั้งหนึ่งให้สมกับที่เป็นนักเลงสุรา
พบเจอกับเพื่อนเก่ารุ่นน้อง มากับเพื่อนที่ทำงานทั้งสองคนชื่อเหมือนกัน ทำงานที่เดียวกัน คนหนึ่งจะไปซ้อมรับปริญญาโทที่กรุงเทพ อีกคนจะไปอบรมเรื่องเกี่ยวกับ HR ทั้งสองคนทำงานในสถานที่ที่คนในที่ทำงานมีสถานะไม่เท่าเทียมกัน มีชั้นวรรณะซึ่งควรจะหมดไปแล้ว วรรณะหนึ่งเป็นอาจารย์ อีกวรรณะหนึ่งเป็นพลเรือนทั้งสองเป็นข้าราชการเหมือนกัน แต่ความแบ่งแยกถือดีในวรรณะยังคงมี แล้วตามด้วยการเพ่งในความเหนือกว่า นำมาซึ่งการเข้าสู่อำนาจในสถาบันนั้นๆ เป็นธรรมดาของสังคมไทยผู้เหนือกว่าต้องการอำนาจที่มากกว่า เพื่อให้ได้ความจงรักภักดี นำสนองระบบอุปถัมป์ให้ยั่งยืนในสังคมไทยต่อไป ให้และรับอย่างผิดทาง บนความเชื่อในอำนาจที่เหนือกว่า สร้างทางลัด แหกกฏ เหนือเกณฑ์ เป็นใหญ่ เป็นวัฒนธรมใหญ่ในสังคมไทยที่ยังยืนได้รับการยอมรับเสมอมา
ผมแนะนำน้องที่จบปริญญาโทให้เรียนต่อปริญญาเอก และแนะนำให้น้องที่จะไปอบรม HR ให้หาวัตถุประสงค์ของ HRM ให้เจอในการอบรม
เราสนทนากันหลายเรื่อง และส่วนหนึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับสภาพการณ์ในสถาบันหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่ามีส่วนคล้ายกันบ้างกับสถาบันที่ผมทำงานอยู่อาจเป็นเพราะเป็นสถาบันในประเทศเดียวกัน ประเทศที่มีหลายมาตรฐานภายใต้มาตรฐานเดียว (Millitary Standard) ประเทศที่มีระบบอุปถัมป็์ศักดินาข้าไท...
เราสนทนากันในตู้เสบียงของรถเที่ยวล่อง ขบวนที่ 14 ท่ามกลางบรรยากาศการเฉลิมฉลองของชาวต่างชาติหลายคนที่ Happy Birth Day ให้กับเพือน เพลงดัง เต้นรำ เสียงดังเกิน 80 เดซิเบล แน่นอน จบการสนทนาตอนพนักงานประจำตู้เชิญเราให้กลับตู้เขาจะปิดแล้ว เรากลับกันด้วยดี
นอนหลับไปในการไกวตัวของรถไฟ เหมือนหลับไหลในเปลที่แม่แกว่งไกวอีกครั้ง (พอเราหลับแม่หยุดไกว แต่รถไฟไม่)รถถึงอยุธยาตอน 05:22 น. รอลงรถไฟที่สถานีบางซื่อต่อไป
ให้ข้อแนะนำน้องๆ แต่ยังไม่ได้แนะนำตนเอง ยังคิดไม่ออกครับ

วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2553

วันครู ปี ๒๕๕๓

ด้วยดวงจิตนอบน้อมต่อสรรพสิ่งทั้งมวล
ด้วยความตั้งใจที่แน่วแน่ ด้วยสติ สมาธิเท่าที่มีตามปัญญาที่เป็นไป
ข้าพเจ้าขอคารวะต่อบูรพาจารย์ทั้งมวล เพื่อความเป็นสิริมงคลของโลก และความเกี้อกูลที่หล่อเลี้ยงชีวิตทั้งหมดเสมอมา ด้วยเดชะแห่งความนอบน้อมที่กระทำแล้ว ขอจงเป็นพละ เป็นปัจจัย เกี้อกูลให้โลกนี้เป็นไปอย่างที่มีธรรมเกื้อหนุน สงบ สันติในใจผู้แสวงหา

ผมคิดถึงครูในวันครู ครูคนแรกของผมคือแม่ แม่สอนผมให้มีชีวิตอยู่เพื่อคนอื่น และแม่ก็อยู่เพื่อคนอื่นมาตลอดชีวิต แม่สอนผมจากการกระทำ แม่กระทำให้ผมดูมาตลอดชีวิต ถึงผมจะไม่ใช่คนดีของสังคมตามอุดมคติ แต่ผมก็มีชีวิตอยู่เพื่อคนอื่นมาตลอดชีวิต เดินตามรอยแม่อย่างไม่ลังเล ผมรักและเคารพรวมทั้งทำทุกอย่างได้เพื่อแม่ครับ แม้แม่จะละสังขารไปนานแล้วผมยังเหมือนเดิมครับมีแม่ในกายและใจผมเสมอ

เมื่อสมัยผมยังเด็ก ไม่เป็นคนเรียบร้อยตามที่สังคมคาดหวังและแม่คาดหวัง
ผ่านวัยมาผมยังคงเป็นเหมือนคนเดิม เป็นลูกเด็กเล็กๆ ในสายตาของแม่ เป็นลูกศิษย์ที่เฮี้ยว ไม่มีอนาคตของคุณครู แต่คุณครูทุกคนไม่เคยละความพยายามที่จะถ่ายทอดสิ่งที่ครูมีให้แก่ผม และหวังว่าผมจะเรียนรู้ตามที่ครูทำ ผมซาบซึ้ง และไม่ลืมบุญคุณของคุณครูทั้งหลายเสมอมา

ผมใช้นามในการสื่อ (นามปากกา) ว่า ทิพย์ พัชน์ศรี ก็มีที่มาจากครูของผมครูที่ทำให้ลูกศิษย์เป็นผู้เป็นคนได้ ทำมาหากินได้จนผมจะเกษียณแล้ว(อีกกี่วันดูได้จากด้านข้างครับ)

ทิพย์ มาจากคุณครูพรทิพย์ หวังชนะ คุณครูประจำชั้น มศ.4-5 โรงเรียนโยธินบูรณะ ของผมท่านสอนคณิตสาตร์ หรืออะไรผมก็จำไม่ได้แม่นยำนัก แต่รู้ว่าในตอนที่ผมมีความคิด “กบฏ” ต่ออำนาจของผู้ช่วยอาจารย์ใหญ่ อ.บัญชา ... ผมไม่ยอมเข้าห้องเรียน คุณครูพรทิพย์ ของผมเป็นผู้ทำให้ผมเป็นคนท่านเข้าใจความรู้สึกของเด็กดื้อ และเห็นว่าผมเป็นคน ท่านทำให้ผมเป็นคน วิชาที่ท่านสอนเป็นพื้นฐานของการคิด ท่านสอนให้คิดให้ดี เป็นพื้นฐานให้ผมเป็นคน

พัชน์ มาจากคุณครูพัชนี วงศาโรจน์ คุณครูสอนภาษาอังกฤษของผม ในโรงเรียนโยธินบูรณะเช่นกัน ตั้งแต่ มศ.ต้น ยัน มศ.ปลาย ท่านเป็นครูที่ทำให้ผมไม่ต้องเรียนภาษาอังกฤษในชั้นเรียนอีกเลยเพราะสิ่งที่ท่านสอนคือการเรียนรู้ภาษาอังกฤษจากทุกสิ่งที่อยูรอบตัวของเรา หลังจากเรียนกับท่านแล้วผมไม่เคยสอบภาษาอังกฤษไม่ผ่านเลย นอกจากนั้นผมยังสามารถสนทนากับชาวต่างชาติได้พอสมควร แม้การถกแถลงในเรื่องจริยธรรมซึ่งเป็นอะไรที่เข้าใจยาก แต่ผมก็ทำได้ เป็นพื้นฐานให้ผมได้สัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมได้ แม้ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของภาษาเดียวกัน ท่านสอนให้สื่อสารด้วยใจ

ศรี มาจากคุณครูแจ่มศรี ขันทีวิทย์ คุณครูสอนภาษาไทยของผมในโรงเรียนโยธินบูรณะอีกนั่นแหละ คุณครูสอนให้ผมรักภาษาไทยที่เป็นพื้นฐานของชีวิตที่สัมพันธ์กับอดีต ปัจจุบัน อนาคต และ รากฐานของความเป็นไทยของพวกเราทุกคน คุณครูให้โอกาสผมมากมายผมเป็นคนแต่ฉันท์สดุดีในหนังสือรุ่นของโรงเรียนสองปี ผมแต่ฉันท์จำไม่ได้ว่าเป็นฉันท์แบบใด แต่จำได้ว่าทั้งสองปี ฉันท์ที่ลงนามว่าผมเป็นผู้ประพันธ์นั้น คุณครูเป็นผู้แก้ไข้และแต่งให้ใหม่เกือบทั้งหมด หรือทั้งหมดก็ว่าได้แต่คุณครูคงความหมายที่ผมตั้งใจได้ทั้งหมด ครูสอนให้ผมรู้จักความพยายามและความตั้งใจ

ทิพย์ พัชน์ศรี เป็นนามปากกาที่ใช้มาตลอดสามสิบปีของชีวิต ด้วยความตั้งมั่นว่าภาษาเป็นพื้นฐานของการคิดและการคิดต้องใช้หลักของการคำนวณ ทั้งหมดต้องมีความอดทนพยายามรวมทั้งความตั้งใจเป็นพื้นฐาน ผมเคารพคุณครูทั้งสามครับ

แต่ชีวิตผมไม่ได้มีเพียงคุณครูที่เอ่ยนามมา มีคุณครูอีกมากรอบกายและใจของผม

คุณครูอนุกูล... สอนวิชาเคมี และสอนให้ผมรู้ว่าเมื่อถึงเวลาวิกฤติต้องมีผู้นำ ต้องมีความซื่อสัตย์ กล้าหาญ
คุณครูวนิดา... สอนวิชาเรขาคณิต และสอนให้ผมรู้ว่าการค้นคว้า ความพยายาม และแสดงออก เป็นสิ่งที่ควรทำเป็นสิ่งแรกในสิ่งที่เรามุ่งมั่น

คุณครูประสงค์... เพื่อนที่สอนว่าอย่ามาเก่งกว่า เพราะคนสุภาพเมื่อโกรธย่อมลงไม้ลงมือได้รุนแรง(ครูคนนี้เป็นนายแพทย์ที่มีตำแหน่งสูงด้วย)

คุณครูอีกเยอะแยะที่ไม่ได้เอ่ยนาม

ผมมีครูเยอะแม้เดียวนี้ยังคงมีครูอยู่รอบข้าง ผมเป็นนักเรียนเสมอจึงมีครูอยู่รอบข้าง

ผมเป็นนักเรียนของชีวิต
แม้ชีวิตที่เหลืออยู่ก็ยังจะแสวงหาครูอยูตลอดไป

ด้วยจิตคารวะต่อครูทั้งมวลของโลก

ทิพย์ พัชน์ศรี