วันอังคารที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ปัญญาแห่งมนุษยชาติ


แง่มุมของความเป็นมนุษย์
ศ.เกียรติคุณ พญ.วันเพ็ญ บุญประกอบ อาจารย์พิเศษประจำภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล ให้คำนิยามว่า “ความเป็นมนุษย์ คือการเป็นคนดี มีศีลธรรม เป็นคุณความดีภายใน ทำให้เรามีความสบายใจ มีความสุข ใจสงบ”
(http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/healthtips/33435)

“ความเป็นมนุษย์ (Humanize)” คือ มิตรภาพ อารมณ์อ่อนไหว และความเชื่อใจที่มนุษย์พึงมีต่อกัน
(http://www.tcdc.or.th/src/5443/www-creativethailand-org/-ความเป็นมนุษย์-Humanism--สินทรัพย์สำคัญในเศรษฐกิจสร้างสรรค์-Creative-Economy-)

สัปปุริสธรรม ธรรมของสัปบุรุษหรือคนดี หรือธรรมของมนุษย์ผู้มีความเป็นมนุษย์ สมบูรณ์ มี ๗ ประการ ศึกษาให้รู้ให้เข้าใจ แล้วปฏิบัติให้ได้ ก็จักสามารถรักษาคุณค่าแห่ง ความเป็นมนุษย์ทุกประการได้ สัปปุริสธรรม ๗ ประการคือ
1.       รู้จักเหตุ  ก็คือรู้จักพิจารณาให้รู้ว่าเหตุใดจักให้เกิดผลใด ไม่ด่วนทำอะไรก็ตามโดยไม่พิจารณาให้รู้เสียก่อนว่าเมื่อทำแล้วผลที่เกิดจะเป็นเช่นไร ก่อนจะทำการทุกอย่างต้องรู้ว่า เป็นการทำที่เป็นเหตุดีหรือไม่ดี คือจะก่อให้เกิดผลดีหรือไม่ดี
2.       รู้จักผล  คือรู้จักว่าภาวะหรือฐานะหรือสิ่งที่ตนกำลังได้รับได้ประสบนั้น เกิดจากเหตุใด เป็นผลอันเกิดจากการกระทำอย่างไร ไม่ด่วนเข้าใจว่าผลดีที่กำลังได้รับอยู่เช่นเงินทอง ของมีค่าที่ลักขโมยคดโกงเขามานั้นเกิดจากเหตุดีคือการลักขโมย แต่ต้องเข้าใจว่าความ ร้อนใจที่กำลังได้รับเพราะเกรงอาญาต่างๆ นั้นแหละเป็นผลของการลักขโมยคือต้องรู้ว่าผล ดีที่กำลังได้รับเกิดจากเหตุดีอย่างไร ผลร้ายที่กำลังได้รับเกิดจากเหตุร้ายอย่างไร ผลร้าย ต้องอย่าเข้าใจว่าเป็นผลดีอย่าเข้าใจว่าเป็นผลร้าย
3.       รู้จักตน  คือรู้จักตัวเองว่าเป็นใคร อยู่ในภาวะและฐานะอย่างไร การรู้จักตนนี้จำเป็น มาก สำคัญมากเพราะมีความหมายลึกลงไปถึงว่าเมื่อรู้จักตัวเองว่าเป็นใคร มีภาวะและ ฐานะอย่างใดแล้ว จะต้องปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับภาวะและฐานะของตน จะได้รักษาความ มีค่าของตัวไว้ได้ ผู้ปฏิบัติไม่เหมาะสมกับภาวะและฐานะจักเสื่อมจากค่าของความเป็น มนุษย์ที่ตนเป็นอยู่
4.       รู้จักประมาณ  คือรู้จักประมาณว่าควรทำสิ่งใดเพียงใดที่เป็นการพอเหมาะพอควรแก่ ภาวะและฐานะของตน พอเหมาะพอควรแก่ผู้เกี่ยวข้อง พอเหมาะพอควรแก่เรื่องราว มีพุทธ ภาษิตกล่าวไว้ว่า “ความรู้จักประมาณยังประโยชน์ให้สำเร็จทุกเมื่อ”
5.       รู้จักกาล  คือรู้จักเวลา รู้ว่าเวลาใดควรทำหรือไม่ควรทำอะไร การทำผิดเวลาย่อมไม่ เกิดผลสำเร็จ ย่อมไม่เกิดผลดีเท่าที่ควร
6.       รู้จักประชุมชน  คือรู้จักภาวะและฐานะนิสัยใจคอบุคคลนั้นๆ ให้ถูกต้อง เพื่อว่าจะได้ ปฏิบัติตนที่เกี่ยวข้องด้วยให้เหมาะให้ควรแก่ประชุมชนนั้น
7.       รู้จักบุคคล คือรู้จักภาวะและฐานะนิสัยใจคอของบุคคลนั้นๆ ให้ถูกต้อง เพื่อว่าจะได้ ปฏิบัติตนที่เกี่ยวข้องด้วยให้เหมาะให้ควร รู้จักว่าเขาเป็นพาลจักได้หลีก รู้จักว่าเขาเป็น บัณฑิตคือคนดีจักได้เข้าใกล้ ให้เหมาะแก่แต่ละบุคคลไป ภาษิตที่ว่า “คบคนพาล พาลพา ไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล” จักเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อรู้จักบุคคลนี้แหละ
การลดความเป็นคนของคนที่คิดแตกต่าง จนกระทั่งทำร้ายได้อย่างที่เขาไม่ใช่คน
{พระนิพนธ์สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=7bf910517ed9a7d5)}

...สังคมมนุษย์ที่พึงประสงค์ก็คือสังคมที่มีความสว่างทางปัญญาและมีความรัก ความปรารถนาดีต่อกัน
และแน่นอนว่าต้องเป็นสังคมที่มีเสรีภาพ เพราะเสรีภาพเป็นเงื่อนไขของความสว่างทางปัญญา เราต้องมีเสรีภาพที่จะพูดความจริงได้ ความว่างทางปัญญา (enlightenment) จึงจะเกิดขึ้นได้ สังคมที่ไม่มีเสรีภาพคือสังคมแห่งความมืด เพราะถูกครอบงำด้วยการโฆษณาชวนเชื่อในรูปแบบต่างๆ ที่ตั้งคำถามไม่ได้
{สุรพศ ทวีศักดิ์: พุทธศาสนากับความเป็นมนุษย์ Sat, 2013-09-07 22:47(http://prachatai.com/journal/2013/09/48620)}

ความหมายของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ศักดิ์ศรี    คือ การยอมรับของบุคคลในสังคมในการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ ที่ได้รับการยอมรับของสังคมมนุษย์และเรื่องดังกล่าวต้องเป็นเรื่องดีงามเท่านั้นเรื่องไม่ดี ไม่ให้รวมเรื่องศักดิ์ศรี แม้ว่าพฤติกรรมที่บุคคลกระทำนั้น หรือต้องการกระทำนั้นๆ อาจจะกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ ก็ได้ถือว่าเป็นเรื่องดีงาม สมควรยกย่องและต้องถือปฏิบัติเพื่อเป็นมติขององค์การ  การยอมรับขององค์กรต่างๆ นั้นด้วยก็ได้  สิทธิเสรีภาพหรืออำนาจและหน้าที่ก็ถือเป็นศักดิ์ศรีด้วยเช่นกัน
มนุษย์  คือ  บุคคลทั่วไป ไม่เลือกว่าจะเป็นชนชาติใด เผ่า ศาสนา ผิวสี ภาษา และอื่นๆ ที่มีสภาพเป็นที่ยอมรับว่าเป็นส่วนของสังคมตลอดจนองค์กร / องค์การ ที่อาศัยมติเป็นข้อปฏิบัติไปตามประสงค์ขององค์การ
องค์การก็ให้ถือเป็นมนุษย์ด้วยเช่นกัน     ดังนั้นคำว่าสิทธิและเสรีภาพของบุคคลในรัฐธรรมนูญให้ถือว่าเป็นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ด้วยเช่นกัน
ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี 2540 และ ปี 2550
มาตรา  4    “  ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์  สิทธิ  และเสรีภาพของบุคคล ย่อมได้รับความคุ้มครอง ”
มาตรา 26    “  การใช้อำนาจ  โดยองค์กรของรัฐทุกองค์กร ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรี  ความเป็นมนุษย์ สิทธิและ
เสรีภาพตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้  “
มาตรา  28   “  บุคคลย่อมอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิ และ
เสรีภาพของบุคคลอื่น ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ หรือ ไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน  “
(http://www.ongkarn-leio.org/knonwlege.php)

สองด้านของความเป็นมนุษย์ พระไพศาล วิสาโล
... ผู้คนส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะมองอะไรเป็นขาว-ดำอย่างชัดเจน ใครที่เป็นคนดีก็ขาวหมด ส่วนคนชั่วก็ดำหมด แต่แท้จริงแล้วขาวกับดำ ดีกับชั่ว ก็ปะปนอยู่ในตัวคนเดียวกัน เมื่อใดก็ตามที่เราเห็นความไม่ดีของใครบางคน แล้วเหมารวมว่าเขาเลวไปหมด เมื่อนั้นก็เป็นการง่ายที่เราจะเห็นเขาเป็นยักษ์มารหรือผีห่าซาตานที่สมควรขจัดออกไปจากโลกนี้ แต่รู้หรือไม่ว่า เพียงแค่คิดเช่นนั้นเราก็กำลังจะกลายเป็นยักษ์มารไปแล้ว
ที่น่าเป็นห่วงก็คือ ทุกวันนี้เราไม่ได้เหมาว่าใครบางคนเป็นคนเลวเพียงเพราะเห็นความไม่ดีบางด้านของเขาเท่านั้น หากยังมีแนวโน้มที่จะมองว่าคนที่คิดต่างจากเราก็เป็นคนเลวไปด้วย ซึ่งหมายความต่อไปว่าคนเหล่านั้นสมควรถูกขจัดให้สิ้นซาก ใช่หรือไม่ว่านี้คือความคิดที่อยู่เบื้องหลังความขัดแย้งในสังคมไทย ...
(http://www.visalo.org/article/jitvivat255203.htm)

ความเป็นมนุษย์กับการเข้าถึงสิ่งสูงสุด ความจริง ความดี ความงาม ประเวส วะสี
...มนุษย์ไม่ว่าอยู่ที่ไหนๆ ก็ล้วนต้องการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ทำให้เกิดหลักการหรือกฎกติกาของการอยู่ร่วมกัน และเมื่อเกิดศาสนาใหญ่ๆ ขึ้น เช่น ฮินดู พุทธ เต๋า คริสต์ อิสลาม สิกข์ ก็มีทั้งทฤษฎีและการปฏิบัติที่ยกระดับจิตใจของมนุษย์ให้สูงได้อย่างสุดๆ ...
...มนุษย์สามารถเข้าถึงสิ่งสูงสุดคือ ความจริง ความดี ความงาม และก็มีตัวอย่างของคนที่เข้าถึงสิ่งสูงสุดให้เห็นได้จริงๆ ว่าเป็นคนที่...
มีอิสระ เบาสบาย มีความสุข มีความรักอันไพศาลต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสิ่ง มีการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ...
(http://www.ebooks.in.th/ebook/6446/ความเป็นมนุษย์กับการเข้าถึงสิ่งสูงสุดความจริง_ความดี_ความงาม/)

ธรรมชาติและความต้องการของมนุษย์ วราภรณ ตระกูลสฤษดิ์
...การศึกษาเรื่องธรรมชาติและความต้องการของมนุษย์ จะช่วยให้เราเข้าใจตนเองและเข้าใจผู้อื่นได้ดีขึ้น และนำไปสู่การยอมรับความแตกต่างของมนุษย์ได้ เพื่อจะได้อยู่ร่วมกับมนุษย์ในสังคมอย่างมีความสุข รู้และเข้าใจความมีอยู่เป็นอยู่จริงตามธรรมชาติของมนุษย์ ...
...อาจกล่าวสรุปได้ว่า ธรรมชาติของมนุษย์มีทั้งดีและไม่ดี นั่นคือ "มนุษย์ทุกคนไม่มีใครดีหมดตั้งแต่ศรีษะจรดปลายเท้า" หมายความว่า "ไม่มีใครที่ดีพร้อมทุกอย่าง แล้วก็ไม่มีใครเลวหมดไปเสียทุกอย่างจนหาข้อดีไม่ได้เลย" ทุกๆ คนล้วนมีข้อดีข้อด้อยของตนเอง เพียงแต่ข้อดีหรือข้อเสีย ฝ่ายใดจะมากน้อยกว่ากัน ถ้าข้อดีมากกว่าข้อเสียก็จะเป็นคนดี หรือถ้าข้อเสียมากกว่าข้อดีก็เป็นคนเลว ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการอบรมเลี้ยงดู และปัจจัยสภาพแวดล้อม...
(http://www.kmutt.ac.th/organization/ssc334/asset1.html)


การสื่อสารที่สร้างความเกลียดชัง Hate speech
การแสดงออกซึ่งความไม่พอใจหรือสนับสนุนรัฐบาลดังกล่าวนับเป็นส่วนหนึ่งในการแสดงออกตามหลักสังคมประชาธิปไตย ที่เคารพซึ่งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ในอันที่จะอนุญาตให้ความเห็นของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวสาธารณะได้มีพื้นที่ในการแสดงออก อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการปะทะกันระหว่างสองฝ่ายนี้เอง หลายคนเห็นว่าอาจเป็นการประกาศสงครามเสื้อสีอีกระลอก ที่สามารถกระตุ้นเร้านำไปสู่ความรุนแรงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
จากปรากฏการณ์ข้างต้นที่หลายฝ่ายกำลังจับตามองน่าจะนำไปเป็นส่วนหนึ่งของกรณีศึกษาที่ว่าด้วยการสื่อสารที่สร้างความเกลียดชัง หรือ ที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Hate speech ได้ โดยในการให้คำนิยาม Hate speech ในความหมายระดับสากล หมายถึง วาจาหรือการแสดงออกซึ่งมุ่งสร้างความเกลียดชังต่อปัจเจกบุคคลหรือกลุ่มคน โดยมีฐานจากอคติเกี่ยวกับเชื้อชาติ ศาสนา เพศสภาพ ความฝักใฝ่ทางเพศ สถานที่เกิด ชนชั้น อุดมการณ์ทางการเมือง หรือคุณลักษณะใดๆ อันเป็นการแบ่งแยกได้ ทั้งนี้ การสร้างความเกลียดชังปัจเจกบุคคลหรือกลุ่มคนดังกล่าวสามารถพัฒนาไปสู่การแสดงออกซึ่งกระทำและความรุนแรงต่อตัวบุคคลหรือกลุ่มคนนั้นในเชิงกายภาพได้ (Hate crime) เพียงเพราะบุคคลหรือกลุ่มบุคคลนั้นๆ มีอัตลักษณ์ที่เชื่อมโยงกับอคติที่ถูกปลุกเร้าให้เกิดความเกลียดชังนั่นเอง โดยความรุนแรงทางกายภาพจะเกิดขึ้นอย่างเป็นกระบวนการภายใต้การทำให้กลุ่มเป้าหมายที่ถูกเกลียดชังนั้นๆ มีสถานะที่ปราศจากความเป็นมนุษย์ (Dehumanization) ไม่ว่าจะด้วยการทำให้เป็นที่น่ารังเกียจ น่าขยะแขยง เป็นส่วนเกินของสังคม จนทำให้คนในสังคมรู้สึกว่าต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งที่จะทำให้บุคคลหรือกลุ่มคนดังกล่าวหายไปจากสังคมที่ตนเองดำรงอยู่
ทั้งนี้ จากการสำรวจจาก Noriega และ Iribarren นักวิชาการที่เฝ้าสังเกตและติดตามปรากฏการณ์การสังหารหมู่และความรุนแรงอันเกิดมาจาก Hate speech จะพบว่าการสื่อสารที่สร้างเกลียดชังประกอบไปด้วย 1) การบิดเบือนความจริง 2) การสร้างข้อโต้แย้งที่บกพร่อง (Flawed Argumentation) 3) การสร้างความเป็นอื่น (Divisive Language) และ 4) การลดทอนความเป็นมนุษย์ (Dehumanizing Metaphors) ซึ่งเราคงต้องจับตาดูกันอย่างไม่ให้คลาดสายตาว่า การสื่อสารของทั้งกลุ่มเสื้อสี กลุ่มสื่อแยกข้าง รวมถึงกลุ่มหน้ากากอันหลากหลายเหล่านี้ จะข้ามเส้นแบ่งระหว่างเสรีภาพในการแสดงออกไปสู่การเป็น Hate speech หรือไม่ อย่างไร เพราะท้ายที่สุด เราคนไทยคงไม่อยากเห็นปรากฏการณ์แบ่งขั้ว แบ่งสี อันนำไปสู่อาชญากรรมที่กระทำต่อคนไม่รู้จัก แต่เพียงเพราะเขามีแนวคิดและอุดมการณ์ทางการเมืองที่ต่างกันเท่านั้นก็ถือเป็นสาเหตุให้คนไทยสามารถลงไม้ลงมือกันได้
พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล (http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/pijitra/20130605/509292/จาก-Hate-speech-สู่-Hate-crime-:-จากการเมืองไทยสู่แรงงานพม่า.html)

Livingstone Smith ตั้งข้อสังเกตในหน้า 13 ไว้ว่า “a whole group of people is represented as less than human, as a prelude and accompaniment to extreme violence… Dehumanization isn’t a way of talking. It’s a way of thinking – a way of thinking that, sadly, comes all too easily to us… It acts as a psychological lubricant, dissolving our inhibitions and inflaming our destructive passions. As such, it empowers us to perform acts that would, under other circumstances, be unthinkable.”
[คนทั้งกลุ่มถูกนำเสนอให้ต่ำกว่ามนุษย์ เพื่อเป็นการโหมโรงก่อนมีใช้ความรุนแรงอย่างสุดขั้ว…วาจาและข้อเขียนที่ลดทอนความเป็นมนุษย์ของผู้อื่นไม่ใช่วิธีการพูดแต่เป็นวิธีคิด –วิธีคิดที่ น่าเสียดายว่าเรามีได้ง่ายเหลือเกิน… มันทำหน้าที่เป็นน้ำมันหล่อลื่นทางจิตวิทยา หลอมละลายความรู้สึกยับยั้ง และโหมไฟแห่งความเกลียดชังทำลาย เช่นนี้แล้ว มันทำให้เรามีพลังที่จะทำในสิ่งที่เรามิอาจคาดฝันนึกได้ ในบริบทอื่นๆ]
ในบริบทไทย วาจาข้อเขียนที่ลดทอนความเป็นมนุษย์ก็เสมือนน้ำมันหล่อลื่นช่วยให้ผู้คน ‘สะใจ’ ได้ กับการตายของฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง
ประวิตร โรจนพฤกษ์ (http://mediainsideout.net/research/2013/01/100#sthash.AMo5bVy7.dpuf)(http://mediainsideout.net/research/2013/01/100)

ความขัดแย้ง
ในท่ามกลางสิ่งตรงกันข้าม การอยู่ร่วมกันต้องการความเข้าใจในความเป็นมนุษย์ ความเข้าใจต้องมาจากความเชื่อมั่นและเคารพในความเป็นมนุษย์
มนุษย์มีเลือดเนื้อมีชีวิต ความต้องการความรัก ความเข้าใจ และการยอมรับ
บ่มเพาะด้านที่ถูกใจให้เห็นอย่างยาวนานของสิ่งที่จะประทับไว้ในใจ สร้างศรัทธาและความเชื่อในสิ่งที่ใช้เป็นสัญญลักษณ์
บ่มเพาะด้านมืดเพื่อให้คนรังเกียจ จัดคนหรือกลุ่มคนที่รังเกียจให้เข้าเงื่อนไข กล่าวถึงด้านเดียว สร้างการปฏิเสธของคนหรือกลุ่มคน มุ่งทำลายไม่ให้มีที่ยืน
เมื่อสถานการณ์พร้อม ความเชื่ออย่างฝังใจจึงทำให้มนุษย์ ไม่เห็นความเป็นมนุษย์ พร้อมที่จะกำจัดคู่ขัดแย้งออกจากสังคมด้วยการเข่นฆ่า กระทำต่อคู่ขัดแย้งอย่างไม่เป็นมนุษย์

ทุ่งสังหาร โศกนาฏกรรม "กัมพูชา" ช่วงเขมรแดงเรืองอำนาจหลังจากยึดกรุงพนมเปญได้ในปี 2518 ทั่วทั้งแผ่นดินแดงฉานด้วยเลือด (http://www.thaithesims3.com/topic.php?topic=60560)
วันฆ่าพิราบ 2519 (https://sites.google.com/site/rungsirasite2011/phu-cheiywchay-kar-ptiwati-2/phaph6tulakhm2519)
เทียนอันเหมิน เหตุการณ์นองเลือดเมื่อคืนวันที่ 3-4 มิถุนายน 2532 กองทัพได้ใช้อาวุธเข้าปราบปรามนักศึกษา(http://www.manager.co.th/china/viewnews.aspx?newsid=9520000062391)
รวันดา ชนพื้นเมืองถูกสังหารหมู่ไปประมาณ 800,000-1,071,000 คน ในช่วงเวลา 100 วันตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน ถึง กรกฎาคมในปี พ.ศ. 2537 (http://th.wikipedia.org/wiki/การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์รวันดา)

โปรดระงับการเผยแพร่ ความขัดแย้ง ถ้อยคำแห่งความเกลียดชัง โปรดศึกษาให้เข้าถึง ความงาม ความดี ความจริง

ด้วย ปัญญาแห่งมนุษยชาติ ความสงบระงับจะมาสู่สังคมนี้ และสังคมนี้เจริญพัฒนาเมื่อคนเข้าถึง สิ่งสูงสุดในตนโดยแท้


ท่อนต่อ ถ้อยความแห่งรักใคร่ 

วันเสาร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2556

ฟังเพลงพาเพลิน

ผมมีปกติฟังเพลงบรรเลงเพราะไม่อยากคิดมาก
และเพลงที่่ชอบฟังเพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง และบางครั้งเพื่อให้เกิดปัญญาในการขีดเขียนบางประการ
พบเพลงไพเราะที่ชื่นชอบก็ขอเก็มมาไว้ฟัง
ขอบคุณเจ้าของจาก Youtube ไว้ด้วย








เลือกฟังเอานะครับ

วันพุธที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2556

ทะลวงวัตถุนิยมทางจิตวิญญาณ

ผมอ่าน ซับบาลา เมื่อปีประมาณ 2534 อ่านมหาบูรพาสูรย์ เมื่อปีประมาณ 2554
อ่านแล้วก็ยังไม่เข้าใจ สิ่งที่อ่านเกี่ยวพันกับ ทะลวงวัตถุนิยมทางจิตวิญญาณ จากผู้เขียนคนเดียวกัน แต่ผู้แปลคนละคนกัน 
มันเกี่ยวพันกับ จิตตปัญญาศึกษา ซึ่งผมสนใจจิตตปัญญาศึกษามานานแล้วตามความหมายในภาษาไทย ที่ผู้รู้หลายท่านได้เสนอ แต่ในครั้งหนึ่งที่ได้ฟัง จิตวิญญาณการแสวงหากับการคศึกษาเพื่อเสรีภาพ จากคุุณวิจักข์ พานิช ผมเข้าใจความหมายที่เขื่อมโยงกับประสบการณ์ของผมไปตามที่รับรู้


มีมากมายที่ผมไม่รู้และไม่เคยได้ฟัง
ผมได้อ่านข้อเขียนของคุณวิจักข์ และเรื่องที่คุณวิจักข์ แปลมาหลายเรื่อง จึงสืบค้นจนพบว่า เรื่อง ทะลวงวัตถุนิยมทางจิตวิญญาณ คุณวิจักข์ เป็นผู้แปลอีก อยากอ่านแต่ไม่อยากลงทุน ต้องใช้ปัญญาอย่างยิ่ง ระหว่างที่รอผลก็เชิญชม การสนทนาถึงเรื่องเหล่านี้ก่อน


https://www.youtube.com/watch?v=xEkgg75QHV8&list=PLE85AE0D783C701B0

มีความเห็นประการใดโปรดแลกเปลี่ยนนะครับ