19 พ.ย. 2553 เริมเดินทางอีกครั้ง เมือเหลืออีก 682 วัน ที่จะเกษียณอายุ ในเดือนนี้ มีการเดินทางมากมาย ครั้งแรก 1 พ.ย. 2553 ไปแม่เมาะ จังหวัดลำปาง เป็นวิทยากรหลักสูตร Dialogue ให้กับผู้ปฏิบัติงานเขื่อนสิริกิติ์ นอนที่บ้านลำปาง กลับมาสำนักงานกลางวันที่ 5 พ.ย. 2553 วันรุ่งขึ้น 6 พ.ย. 2553 เดินทางไปเป็นผู้ประสานงานรับเสด็จ ที่เขื่อนรัชชประภา จังหวัดสุราษฎร์ธานี กลับมาวันที่ 9 พ.ย. 2553 วันที่ 11 พ.ย. 2553 เดินทางไปเขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น และเขื่อนจุฬาภรณ์ จังหวัดชัยภูมิ เป็นคณะกรรมการสอบสวนวินัย กลับมานนทบุรีวันที่ 12 พ.ย. 2553 วันที่ 17 พ.ย. 2553 เดินทางไปเช้าเย็นกลับ เขื่อนศรีนครินทร์ จังหวัดกาญจนบุรี เอางานเร่งด่วนไปให้ผู้ช่วยผู้ว่าการ เจ้านายโดยตรงลงนาม วันที่่ 18 พ.ย. 2553 เดินทางไปเช้าเย็นกลับ จังหวัดนครราชสีมา แวะเขื่อนลำตะคองชลภาวัฒนา เพื่อไปประชุมโครงการ อพ-สธ.ที่ มรท อีสาน และดูสถานที่จัดงานนิทรรศการ อพ-สธ. ซึ่งอยู่ระหว่างก่อสร้าง งานจะมีในเดือนตุลาคม 2554 กฟผ. ที่มีงานสนองพระราชดำริจะนำนิทรรศการไปร่วมแสดง เย็นวันที่ 19 พ.ย. 2553 เดินทางกลับบ้านจังหวัดลำปาง แล้ววันที่ 21 พ.ย. 2553 จะเดินทางกลับนนทบุรีไปทำงานต่อ วันที่ 22-23 พ.ย.2553 จะเข้าร่วมงาน การจัดการความรู้แห่งชาติครั้งที่ 5
กรุงเทพ แม่เมาะ ลำปาง 620 ก.ม. ไปกลับ 1240 ก.ม. กรุงเทพ รัชชประภา สุราษฎร์ธานี 750 ก.ม. ไปกลับ 1500 ก.ม. กรุงเทพ อุบลรัตน์ ขอนแก่น 450 ก.ม. ไปกลับ 900 ก.ม. จุฬาภรณ์ ชัยภูมิ ขอนแก่น 250 ก.ม. ไปกลับ 500 ก.ม. กรุงเทพ ลำปาง 600 ก.ม. ไปกลับ 1200 ก.ม. ระยะทางทีเดินทาง ยังไม่ถึงสิ้นเดือนรวม 5340 ก.ม.
สุขภาพไม่ได้รับการพัฒนา ร่างกายไม่ได้ผ่อนพักตระหนักรู้ หลงและทำอย่างตกจมในภวังค์ ผู้คนทักทายว่าอ้วนขึ้น
มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นหลายอย่างในเดือนนี้ เป็นเหตุการณ์ที่เรียนรู้และจดจำได้เป็นอย่างดี
เริมจาก หลักสูตร Dialogue เป็นหลักสูตรที่ไม่เคยได้อบรมหรือลองทำมาก่อน แต่อาศัยที่เคยทำหลักสูตรอื่นที่ใกล้เคียง และสกัดจากการอ่าน มีความรู้มือสอง ทดลองให้เป็นมือหนึ่ง พบว่าในบางครั้งต้องอาศัยความเห็นของผู้มีประสบการณ์ช่วยชี้แนะจึงจะได้ผล และต้องมีเวทีเล่นบ่อยๆ จึงจะชำนาญ
การรับเสด็จที่รัชชประภา เรียนรู้ว่าคนอย่างไรก็ไม่เปลี่ยน คนที่ยึดถือกรอบ กฏ ปิด พัฒนายาก แม้เรียนมามากก็ใช้งานได้น้อยเพราะปรับไม่เป็น ติดกรอบ กฏ
การสอบสวนที่อุบลรัตน์และจุฬาภรณ์ เรียนรู้สองประการ เพื่อนเก่ายังเหมือนเดิม ระยะห่างอย่างไรก็อย่างนั้น และคนทุจริตผลการกระทำคือออกสถานเดียว
การขึ้นเงินเดือนประจำปี บางครั้งก็อยู่กับโชคชะตา ที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ และความผิดพลาดอาจเกิดได้หากข้อมูลไม่ครบถ้วน
ระหว่างวันที่่ 16-17 พ.ย. 2553 ได้สนทนากับหนูแตนเกี่ยวกับหนูปอม ทราบว่า "บางครั้งคนเราพยายามเท่าไร ให้มากเท่าไร หากภาครับไม่เปิดในคลื่นเดียวกัน ความพยายามก็ไร้ผล" ชีวิตคนเป็นไปตามความคิดของตนเอง ไม่เปลี่ยนความคิดยากที่จะเปลี่ยนชีวิต ความคิดจะเปลี่ยนจากคำถามที่ตนเองตั้งโจทย์ให้กับชีวิตตนเอง คำถามที่ตัดสินสิ่งที่ปรากฏหรือคำถามที่เรียนรู้สิ่งที่ปรากฎ
เมื่ออยู่ที่บ้านเรียนรู้ว่าความโกรธนำมาซึ่งความผิดพลาด ความผิดพลาดนำมาซึ่งความสัมพันธ์ ความสัมพันธ์นำมาซึ่งความเข้าใจ
เมื่อต้องจากลูกและเมีย เห็นความรู้สึกของลูกแล้วสะทกสะท้อนมาก น้ำตาลูกชายไม่ไหลแต่คลอ ไม่อยากมองพ่อแต่พ่อสัมผัสได้ จากเป็นดีกว่าจากตายครับลูกชาย เธอต้องเรียนรู้และเข้าใจ พ่อและแม่ก็จะเรียนรู้และเข้าใจเช่นกัน
ในท่ามกลางเคราะห์ก็มีโชค เป็นการเรียนรู้อีกครั้งหนึ่ง ปัจจัยหลายประการนอกเหนือการหยั่งรู้ของมนุษย์ ไม่ต้องคาดเดา เพียงแต่สัมผัสได้ก็เพียงพอแล้ว
วันศุกร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
วันจันทร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2553
เวลากับความหมายในชีวิต
วันอาทิตย์ที่ 3 ตุลาคม 2553 นั่งรถไฟกลับไปทำงานที่กรุงเทพ ขบวน 14 ออกจากลำปาง 19:10 น. ล่าช้าไปแล้ว 10 นาที นอนและมารู้สึกตัวตื่นเมื่อประมาณ 04:30 น. รถไฟพึ่งถึงนครสวรรค์ เลียเวลาไปแล้วประมาณชั่วโมงครึง วันจันทร์ คงเป็นอีกวันที่มาทำงานสายโดยคาดเดาได้
เวลาสำหรับคนที่จากบ้าน(ลำปาง)มาทำงานที่กรุงเทพ นั่งรถไฟกลับทุกสัปดาห์ หากรถไฟกำหนดถึงประมาณ 7 โมงเช้า แต่มีเหตุให้ล่าช้าไป 3 ชั่วโมงนั่นหมายถึงเวลาที่จะได้อยู่กับครอบครัวหายไปอีก หนึ่งในแปดของวัน และเท่ากับหนึ่งในห้าของเวลาที่ตื่นอยู่ น่าสงสารคนที่ใช้รถไฟ พนักงานบนรถไฟ และประเทศไทย เราต้องเสียเวลาไปโดยไม่ได้จัดการ
หากเรายอมรับชตากรรมกับรถไฟ ก็ไม่ต้องดิ้นรน เพราะคนรถไฟไม่เคยเดือดร้อน คนที่ใช้รถไฟก็ไม่เดือดร้อน ผู้บริหารประเทศก็ไม่เดือดร้อน เพราะวัฒนธรรมด้านเวลาของเรามีน้อย เราเป็นประเทศที่ไม่รีบเร่งเป็นประเทศที่สบายๆ
(ขณะที่บันทึกอยู่นี้ รถไฟจอดนิ่งเป็นเวลา สามสิบนาทีแล้ว และเวลาคงล่วงเลย เสียเพิ่มขึ้นเป็น สองชั่วโมงเป็นอย่างน้อย)
เราอาจจัดสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ทุกคนได้ถ้าเราต้องการ มนุษย์จัดการได้ทุกสิ่ง หากปรารถนา
เวลาสำหรับคนที่จากบ้าน(ลำปาง)มาทำงานที่กรุงเทพ นั่งรถไฟกลับทุกสัปดาห์ หากรถไฟกำหนดถึงประมาณ 7 โมงเช้า แต่มีเหตุให้ล่าช้าไป 3 ชั่วโมงนั่นหมายถึงเวลาที่จะได้อยู่กับครอบครัวหายไปอีก หนึ่งในแปดของวัน และเท่ากับหนึ่งในห้าของเวลาที่ตื่นอยู่ น่าสงสารคนที่ใช้รถไฟ พนักงานบนรถไฟ และประเทศไทย เราต้องเสียเวลาไปโดยไม่ได้จัดการ
หากเรายอมรับชตากรรมกับรถไฟ ก็ไม่ต้องดิ้นรน เพราะคนรถไฟไม่เคยเดือดร้อน คนที่ใช้รถไฟก็ไม่เดือดร้อน ผู้บริหารประเทศก็ไม่เดือดร้อน เพราะวัฒนธรรมด้านเวลาของเรามีน้อย เราเป็นประเทศที่ไม่รีบเร่งเป็นประเทศที่สบายๆ
(ขณะที่บันทึกอยู่นี้ รถไฟจอดนิ่งเป็นเวลา สามสิบนาทีแล้ว และเวลาคงล่วงเลย เสียเพิ่มขึ้นเป็น สองชั่วโมงเป็นอย่างน้อย)
เราอาจจัดสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ทุกคนได้ถ้าเราต้องการ มนุษย์จัดการได้ทุกสิ่ง หากปรารถนา
วันศุกร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2553
รถไฟไทย และเวลา
ช่วงฤดูฝนนี้ เพื่อความปลอดภัยได้ใช้รถไฟเป็นยานพาหนะหลักในการเดินทางกลับบ้าน จากกรุงเทพ ไปลำปาง เกือบทุกอาทิตย์
รถไฟ เป็นอะไรที่คาดเดาไม่ได้ ไม่อาจตั้งความหวังเรื่องเวลา วันนี้ 1 ตุลาคม 2553 โดยสารรถไฟ ขบวนที่ 13 ออกจากสถานีบางซื่อ กำหนด 19:57 แต่กว่าจะได้ขึ้นรถเป็นเวลา 21:00 น. และเวลาที่รถออกจากสถานีเป็นเวลา 21:22 น.
มารอตั้งแต่ 18:30 น. เป็นอะไรที่น่าตั้่งคำถามมาก
ถามว่าสังคมเรายอมรับและไม่ตั้งความหวังอะไรกับเรื่องเวลากับรถไฟแล้วละหรือ ทุกอย่างมีเวลาของมันยกเว้นรถไฟหรือ เราไม่สามารถปรับปรุงเวลาในการเดินรถให้ดีกว่านี้แล้วหรือ หรือว่าเวลาที่เรากำหนดให้มีการเดินรถไม่ตรงกับความเป็นจริง หรือธรรมชาติของการเดินรถ มีคำถามตั้งมากมายที่ควรค้นหาคำตอบ คำตอบที่จะบริหารความคาดหวังของสังคมที่มีต่อรถไฟไทยได้
วันนี้ระหว่างรอรถไฟ (รออย่างไม่มีความหวังใด ประชาสัมพันธ์ ประกาศเวลารภจะมาถึงสถานีเมื่อได้รับข่าวเป็นเที่ยวต่อเที่ยว เวลา 20:00 น. ผมถามถึงกำหนดเวลามาของรถด่วน ขบวนที่ 13 ได้รับคำตอบว่าจะบอกเมื่อทราบเวลาออกจากสถานีกรุงเทพ หัวลำโพง 555) สนทนากับเด็กขายของที่สถานีรถไฟ เขาบอกว่ารถไฟมาช้าผิตปรกติอย่างนี้มาสองสามวันแล้ว เขามีความเห็นว่าปัจจุบันนี้บ้านเราล้าหลังกว่าเพื่อนบ้าน แม้แต่เขมร ยังไม่กลัวเราเลย ผมถามว่าเป็นเรืองรถไฟหรือ เขาตอบว่าทุกเรื่องเลย
ปัจจุบันเทคโนโลยีก้าวไปไกลมากแล้ว หากตั้งใจค้นหาธรรมชาติของรถไฟไทยคงค้นพบได้ไม่ยาก เป็นการค้นหาเพื่อการบริหารจัดการกับเวลาของรถไฟ ส่งผลไปถึงการบริหารความคาดหวังของผู้ใช้บริการคำถามของผมจึงมาถึงที่ว่าทำไมถึงไม่ทำกัน ไม่ค้นหาธรรมชาติของมันจัดการมันให้เป็นไปตามธรรมชาติของมัน เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของเทตโนโลยี แต่เป็นเรื่องของผลประโยชน์ล้วนๆ ผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าส่วนรวม การไม่รับรู้คือการปกปิดอำพรางชนิดหนึ่ง การปกปิดเช่นนี้ส่วนมากเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนน้อยมากกว่าส่วนใหญ่
สังคมไทยควรค้นหาสิ่งเหล่านี้เพื่อบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ แต่สังคมไทยก็เหมือนกับรถไฟไทย เป็นอะไรที่คาดเดาไม่ได้ และไม่อาจตั้งความหวังเรื่องเวลา
ดังนั้น หากเราทำการสืบค้นให้ดี คงพบว่ารถไฟไทย และเวลาไม่มีความสัมพันธ์ใดๆต่อกันเลย
รถไฟ เป็นอะไรที่คาดเดาไม่ได้ ไม่อาจตั้งความหวังเรื่องเวลา วันนี้ 1 ตุลาคม 2553 โดยสารรถไฟ ขบวนที่ 13 ออกจากสถานีบางซื่อ กำหนด 19:57 แต่กว่าจะได้ขึ้นรถเป็นเวลา 21:00 น. และเวลาที่รถออกจากสถานีเป็นเวลา 21:22 น.
มารอตั้งแต่ 18:30 น. เป็นอะไรที่น่าตั้่งคำถามมาก
ถามว่าสังคมเรายอมรับและไม่ตั้งความหวังอะไรกับเรื่องเวลากับรถไฟแล้วละหรือ ทุกอย่างมีเวลาของมันยกเว้นรถไฟหรือ เราไม่สามารถปรับปรุงเวลาในการเดินรถให้ดีกว่านี้แล้วหรือ หรือว่าเวลาที่เรากำหนดให้มีการเดินรถไม่ตรงกับความเป็นจริง หรือธรรมชาติของการเดินรถ มีคำถามตั้งมากมายที่ควรค้นหาคำตอบ คำตอบที่จะบริหารความคาดหวังของสังคมที่มีต่อรถไฟไทยได้
วันนี้ระหว่างรอรถไฟ (รออย่างไม่มีความหวังใด ประชาสัมพันธ์ ประกาศเวลารภจะมาถึงสถานีเมื่อได้รับข่าวเป็นเที่ยวต่อเที่ยว เวลา 20:00 น. ผมถามถึงกำหนดเวลามาของรถด่วน ขบวนที่ 13 ได้รับคำตอบว่าจะบอกเมื่อทราบเวลาออกจากสถานีกรุงเทพ หัวลำโพง 555) สนทนากับเด็กขายของที่สถานีรถไฟ เขาบอกว่ารถไฟมาช้าผิตปรกติอย่างนี้มาสองสามวันแล้ว เขามีความเห็นว่าปัจจุบันนี้บ้านเราล้าหลังกว่าเพื่อนบ้าน แม้แต่เขมร ยังไม่กลัวเราเลย ผมถามว่าเป็นเรืองรถไฟหรือ เขาตอบว่าทุกเรื่องเลย
ปัจจุบันเทคโนโลยีก้าวไปไกลมากแล้ว หากตั้งใจค้นหาธรรมชาติของรถไฟไทยคงค้นพบได้ไม่ยาก เป็นการค้นหาเพื่อการบริหารจัดการกับเวลาของรถไฟ ส่งผลไปถึงการบริหารความคาดหวังของผู้ใช้บริการคำถามของผมจึงมาถึงที่ว่าทำไมถึงไม่ทำกัน ไม่ค้นหาธรรมชาติของมันจัดการมันให้เป็นไปตามธรรมชาติของมัน เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของเทตโนโลยี แต่เป็นเรื่องของผลประโยชน์ล้วนๆ ผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าส่วนรวม การไม่รับรู้คือการปกปิดอำพรางชนิดหนึ่ง การปกปิดเช่นนี้ส่วนมากเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนน้อยมากกว่าส่วนใหญ่
สังคมไทยควรค้นหาสิ่งเหล่านี้เพื่อบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ แต่สังคมไทยก็เหมือนกับรถไฟไทย เป็นอะไรที่คาดเดาไม่ได้ และไม่อาจตั้งความหวังเรื่องเวลา
ดังนั้น หากเราทำการสืบค้นให้ดี คงพบว่ารถไฟไทย และเวลาไม่มีความสัมพันธ์ใดๆต่อกันเลย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)