วันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2551

แม่มาหาเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2551

ตั้งแต่แม่จากผมไป เมื่อ 2 มิถุนายน 2550 ผมไม่เคยฝันถึงแม่เลย
เมื่อคึนผมฝันว่าได้นอนกับแม่ แม่บอกว่าแม่กับพ่อเป็นคนขอบโกรธเหมือนกัน อยู่ด้วยกันยาก เลยมานอนกับผม
รักแม่มาก ความรู้สึกไม่ได้คิดถึงเรื่องอะไรมากไปกว่า ได้สัมผัสกับความรักของแม่อีกครั้ง

วันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2551

งานแสนสุข : ความเพริดเพลินในการทำงาน

ทุกวันนี้เมื่อมองไปรอบข้างเห็นสีหน้าผู้ร่วมงานดูไม่มีความสุขกับการทำงานเท่าใดนัก มีร่องรอยความทุกข์อยู่ในใบหน้า ความกังวลความเครียดปรากฏแทนความสดใส ความยิ้มแย้มแจ่มใสหายไปจากใบหน้า โลกทั้งโลกจึงเต็มไปด้วยความทุกข์ระทม

ทำไมคนเราจึงไม่มีความสุขกับการทำงาน ทั้งที่การงานเป็นเรื่องแสนสุข

น้องคนหนึ่งบอกว่า “พี่รู้ไหม ทุกวันนี้หนูไม่อยากมาทำงานเลย ไม่รู้อะไรวันๆมีแต่เรื่อง เดี๋ยวเรื่องคนโน้นจะเอาอย่างนั้น เรื่องคนนั้นจะเอาอย่างนี้ นายหนูก็ไม่สนใจว่าหนูจะเป็นอย่างไร อยากสั่ง สั่ง สั่ง เปลี่ยนได้ทุกนาที หนูละกลุ้มใจจริงๆ”

น้องอีกคนหนึ่งบอกว่า “พี่หนูสนุกกับงานของหนูนะ แต่ทำไมนายหนูสั่งงานอย่างนี้ หนูละไม่เข้าใจเลยว่า เขามาเป็นนายได้อย่างไร ไม่รู้เรื่องงานของหนูเลย หนูละเบื่อ”

สิ่งที่ปรากฏนั้นคือการไม่สบายใจ ความเป็นจริงในงานไม่เป็นไปตามที่ใจของผู้ทำงานคิดและคาดหวังไว้ การทำงานจึงเต็มไปด้วยความทุกข์ ตีบตันทางอารมณ์ และคับแคบทางความคิด ผลของงานจึงลดด้อยคุณภาพไปด้วย

หากทุกคนทำงานอย่างไม่มีความสุข ผลงานของหน่วยงานนั้นโดยรวมย่อมลดด้อยคุณภาพไปด้วย
นอกจากสภาพแวดล้อมของการทำงานแล้ว การปรับเปลี่ยนองค์กรจากสถานะหนึ่งไปยังอีกสถานะหนึ่งก็สร้างแรงกดดันให้แก่ผู้ปฏิบัติงานได้ เช่น การที่ กฟผ. เปลี่ยนจาก รัฐวิสาหกิจ เป็น องค์กรธุรกิจ เป็นต้น ความต้องเปลี่ยนแปลงทำให้ผู้ปฏิบัติงานไม่แน่ใจในสถานภาพของตนเอง ความมั่นคงในใจย่อมลดน้อยลงเป็นธรรมดา

เมื่อต้องทำงานแม้จะเป็นงานที่ไม่ชอบ แม้เป็นงานที่ไม่ถนัด แม้เป็นงานที่ไม่ต้องการจะทำ แม้ต้องอยู่ท่ามกลางความกดดันหลายด้าน ทำอย่างไรจึงจะทำงานนั้นๆ ได้อย่างมีความสุข

ส่วนหนึ่งเป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารที่จะต้องพยายามจัดสภาพแวดล้อมทั้งทางร่างกาย และจิตใจ ให้เหมาะสมกับการทำงานของผู้ปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ เครื่องอำนวยความสะดวก อีกส่วนหนึ่งเป็นหน้าที่ของผู้ปฏิบัติที่จะพัฒนาทัศนคติที่ดีต่อการทำงานของตนเอง

ไม่มีสูตรสำเร็จใดจะบอกได้ว่า การพัฒนาทัศนคติที่ดีต่อการทำงานของแต่ละบุคคลจะใช้วิธี หรือเครื่องมือใดทำให้ประสพผลสำเร็จได้และเหมาะสมที่สุด

ความเพลิดเพลินในการทำงาน เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ทำให้เรามีความสุขในการทำงานได้ การทำอะไรอย่างมีความสุข บนสติ มีความเชื่อมั่นรักและศรัทธาในสิ่งที่ต้องทำ และได้ทำด้วยปัญญา อย่างมีความเพียรพยายามทำให้เราประสพผลสำเร็จในการทำงานได้อย่างดียิ่ง

ความเพลิดเพลินในการทำงาน เป็นสิ่งที่ช่วยให้งานยากๆ งานที่น่าเบื่อ งานที่ไม่ต้องการทำ งานที่อยู่ท่ามกลางความกดดัน งานเหล่านั้นจะสำเร็จได้อย่างมีคุณภาพ

ผู้ปฏิบัติงานที่มีความเพลิดเพลินในการทำงานจะผ่านเวลาในการทำงานอย่างรวดเร็ว มีความต้องการทำงานนั้นอีกอย่างไม่รู้เบื่อ มีความสนุกสนานในการเผชิญปัญหา บรรลุวัตถุประสงค์ของงานได้ทุกกระบวนงาน มีทัศนคติที่ดีต่อการทำงานและการพัฒนางาน

เราจะมีความเพลิดเพลินในการทำงานได้ด้วยการมีท่าทีต่อสิ่งต่างๆ อย่างเข้าใจในความเป็นจริงของสิ่งนั้นๆ อย่างที่มันเป็นอยู่ ในที่นี้ใคร่ขอเสนอท่าทีต่อสิ่งต่างๆ ที่ทำให้ทำงานได้เพลิดเพลินสักห้าประการ เป็นสูตรสู่ความเพลิดเพลินในการทำงาน

ประการแรก ท่าทีต่อโลกตามที่เป็นอยู่ ประการที่สอง ท่าทีต่อความเป็นธรรมดาของสิ่งต่างๆ ประการที่สาม ท่าทีต่องานตามที่งานควรเป็น ประการที่สี่ ท่าทีต่อเพื่อนร่วมงาน และประการสุดท้าย ท่าทีต่อคำพูด หรือความเห็นของผู้อื่นในสังคม

หรือสรุปง่ายๆ คือ เห็นโลกตามจริง ทุกสิ่งธรรมดา งานพาชีวิต มุ่งมิตรมากมาย หลากหลายวิจารณ์

ความเพลิดเพลินในการทำงานนั้นเป็นสิ่งที่สร้างได้ ทัศนคติที่ดีต่อการทำงานก็เป็นสิ่งที่สร้างได้เช่นเดียวกัน ถ้าเรามีความเชื่อมั่น มุ่งมั่นพยายามด้วยสติปัญญาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เป็นไปเพื่อตัวเราเองที่ดี และส่งผลต่อสังคมที่ดีต่อไปด้วย สงครามและความทุกข์ในใจเราจะสงบลง ความเบื่อหน่ายจะหมดไปมีแต่ความเพลิดเพลินในใจ ความสุขเป็นที่หวังได้ทั้งในวันนี้และวันต่อๆ ไป

ขอให้มีความเพลิดเพลินในการทำงานทุกคนครับ

งานแสนสุข : เห็นโลกตามจริง

วันคืนผ่านไปเร็วยิ่ง เป็นความสุขของชีวิตที่ได้เติบโตและใช้เวลาอันสั้นให้มีค่า มีความสุข กับหน้าที่การงาน ที่ได้ทำอย่างเต็มกำลัง

ความสุขเป็นสิ่งที่เราต้องการ และเป็นผลจากเหตุที่เราเป็นผู้กระทำ การทำงานให้เป็น งานแสนสุข นั้นทำได้หลายหนทาง และแนวทางที่นำเสนอนี้ เป็นเพียงแนวทางหนึ่งในหลายหลายทางนั้นนะครับ

ผมนำเสนอว่าเราควรมีท่าทีต่อสิ่งต่างๆ ที่เราเกี่ยวข้องห้าประการคือ เห็นโลกตามจริง ทุกสิ่งธรรมดา งานพาชีวิต มุ่งมิตรมากมาย หลากลายวิจารณ์ ท่าทีของเราต่อสิ่งรอบข้างจะทำให้เรามีความสุขในชีวิตการทำงานได้ งานทั้งหลายจะเป็น งานแสนสุข ครับ

ก่อนอื่นทำความเข้าใจให้ตรงกันนะครับว่า โลกที่เราจะพูดกันนี้ เป็นโลกเรารับรู้ได้ทั้งกายและใจ อยู่แวดล้อม และมีผลต่อเรา ความเป็นจริงในโลกจึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา มีคนเคยแบ่งโลกนี้เป็นสองระดับ เรียกยาก ๆ ว่า โลกุตระ และ โลกียะ หรือเรียกง่ายๆ ว่า ความจริงแท้ และความจริงเทียม

ความจริงแท้นั้น แท้แน่ๆ ครับ คือ ความจริงมีอย่างไรจะเป็นอยู่อย่างนั้น แต่ความจริงเทียมนั้น อย่างไรมันก็ไม่จริง พักไว้ก่อนที่จะปวดหัว และไม่มีความสุขนะครับ

หันมามองดูโลกนี้ โลกประกอบด้วยมนุษย์มากมาย มนุษย์แต่ละคนก็เป็นเพียงหนึ่งเดียวในโลก ไม่มีใครเหมือนใครแม้แต่ฝาแฝด ทุกคนเป็นคนพิเศษ แต่ในจิตใจของมนุษย์มีสิ่งที่เหมือนกัน คือ ต้องการ ความรัก ความเข้าใจและการยอมรับ แม้ความคิดอื่น ๆ ของเราจะแตกต่างกัน แต่พื้นฐานสามประการนี้ ยังคงเหมือนกัน

นอกจากนั้น มนุษย์ในโลกนี้ และสิ่งแวดล้อมตัวมนุษย์ ยังคงเกี่ยวสัมพันธ์กัน อย่างไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เราทำอะไรลงไปย่อมกระทบถึงกันไปทั้งหมด ใส่ความดีลงไป ความดีจะส่งผลไปทั้งจักรวาล และตรงกันข้ามถ้าใส่ความไม่ดีลงไปจะส่งผลกระทบไปทั่วเช่นเดียวกัน

อีกประการหนึ่ง สิ่งต่าง ๆ ที่เรามองเห็น รับรู้ได้จะมีความจริงสามลักษณะที่ซ้อนกันอยู่ ตราบเท่าที่เราและคนอื่นยังมีความเห็นไม่ตรงกัน ความจริงสามลักษณะคือ

เราในลักษณะอย่างที่เราคิดว่าเราเป็น
เราในลักษณะอย่างที่คนอื่นคิดว่าเราเป็น
และเราในลักษณะเป็นไปตามที่เราเป็นจริง ๆ

มองไปรอบๆ ซิครับ ทุกวันนี้ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เพราะทุกฝ่ายเข้าใจความจริงที่เกิดขึ้นไม่ตรงกัน ผลตามมาจากความขัดแย้งคือ การเบียดเบียนกันและกัน ที่ใดมีการเบียดเบียนที่นั่นไม่มีความสุขนะครับ เพื่อความสุข ลองอ่านนิทานสักเรื่องนะครับ

นิทานเรื่องนี้ กล่าวถึงอาจารย์เซ็นรูปหนึ่ง(พระในประเทศญี่ปุ่น) มีโยม ก. มาปรึกษาพร้อมกับกล่าวโทษโยม ข. แล้วสรุปว่า โยม ข. ไม่ดี เมื่อโยม ก. กล่าวจบอาจารย์ฟังแล้วจึงให้ความเห็นว่า “ถูกของโยม”
พอโยม ก. กลับไป โยม ข. ทราบข่าวจึงรีบมาหาอาจารย์ เล่าเรื่องต่างๆ ให้ฟังและกล่าวหาโยม ก. ว่าไม่ดีเช่นกัน เมื่ออาจารย์ฟังจบจึงให้ความเห็นว่า “ถูกของโยม”
โยม ข. กลับไปแล้ว เณรน้อยที่นั่งฟังทั้งโยม ก. และ โยม ข. ไม่เข้าใจในคำตอบของอาจารย์ กล่าวกับอาจารย์ว่า “อาจารย์ครับ น่าจะมีใครถูกสักคนนะครับ” อาจารย์จึงตอบเณรว่า “ถูกของเณร”
นิทานเรื่องนี้จบลงด้วยประการฉะนี้ ครับ


ผมขอเสนอมุมมองว่า ไม่ว่าจะมีเราหรือไม่ สิ่งต่างๆ รอบตัวเราจะเป็นอยู่อย่างนั้น ทุกวันนี้เราให้ความหมายต่อสิ่งต่างๆ อย่างที่เราอยากให้เป็น เราวัดและตั้งมาตรฐานวัดทุกสิ่งในโลก เราแบ่งมันเป็นสิ่งต่างๆ แต่เราไม่ได้รู้จักโลกตามที่มันเป็น

ถ้าเราหยุดใส่ความคิดเข้าไปในสิ่งต่างๆ หยุดวัด หยุดแบ่ง เราจะมีความสุขในการเป็นอยู่ในโลกที่เป็นไปด้วย การเบียดเบียนนี้ เราควรรับรู้โลกตามที่เป็นอยู่ รับรู้ผู้อื่นตามที่เป็นอยู่ เข้าใจและยอมรอบรับเขา สงครามในใจเราจะสงบลง เราทุกคนยังต้องเกี่ยวข้องกัน ในช่วงเวลาของการทำงานร่วมกัน โปรดให้ให้ความรัก อย่างแท้จริง เอื้ออาทรแก่กันอย่างจริงใจ แล้วก้าวไปในชีวิตการทำงานร่วมกันอย่างมีความสุข

เจ้านาย เพื่อนร่วมงาน ลูกน้อง เป็นสิ่งที่มีความหมายตามที่สังคมมนุษย์กำหนด และคาดหวังว่าเขาจะเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ ความจริงคือเขาเป็นอยู่อย่างที่เขาเป็นนั่นละครับ อย่าไปคาดหวังว่าจะต้องเป็นไป ตามที่สังคมมนุษย์คิดครับ

ในโลกที่เบียดเบียนนี้ นอกจากอันตรายจากธรรมชาติแล้ว มนุษย์ยังสร้าง เงินทอง ชื่อเสียง และอำนาจ ขึ้นมาเพื่อทำร้ายมนุษย์ด้วยกันเอง แต่เราสามารรถป้องกันได้ครับ ด้วยเครื่องมือดังต่อไปนี้ คือ รู้จักพอ มีความรักที่แท้ และไม่คิดเป็นใหญ่ในโลก

สิ่งที่นำเสนอนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เป็นพื้นฐานของความสุขได้ เมื่อโลกเต็มไปด้วยความเบียดเบียน ต่อสู้ด้วยความรักที่แท้ การเบียดเบียนจะไม่เกิดขึ้นความสุขจะตามมา อันเงินทอง ชื่อเสียง และอำนาจ ต่อสู้ได้ด้วยการรู้จักพอและไม่คิดเป็นใหญ่ในโลก