เกือบหนึ่งปีแล้วที่เดินทางโดยรถไฟ พัฒนาการในการเดินทางมีแค่รับรู้ว่าดีกว่ารถทัวร์ ไม่ต้องนั่งนิ่งเดินไปไหนมาไหนได้ ไม่ต้องระวังเรื่องการขับถ่ายรถไฟเหมือนบ้าน ที่พร้อมจะให้ความสุขได้แม้ยามปวดทุกข์ มีข้อจำกัดและความสะดวกสะบายในแต่ละตู้รถไฟ
ปีกว่ามานี้เห็นชาวฝรั่งเศสมาเมืองไทยเยอะมาก เท่าที่สัมผัสผู้ชายไม่พูดอังกฤษ แต่ผู้หญิงพูดสื่อสารกับเราได้ ในตู้เสบียงคือที่ที่ได้ฝึกการสื่อสารกับต่างชาติต่างเผ่าพันธุ์ บางครั้งเห็นฝรั้งเศสเป็นคนไทยก็มี
มายาบนรถไฟเท่าที่ผมสัมผัสได้นั้นคือมายาเศรษฐกิจ มีเงินจ้างปีศาจโม่แป้งได้ เป็นสุภาษิตจีน ปัจจุบันมีเงินจ้างปีศาจโม่แป้งไม่คุ้มนะครับ แป้งที่โม่ซื้อเอาก็ได้ไม่ต้องจ้างปีศาจ ถ้าจะจ้างปีศาจไปทำอย่างอื่นจะคุ้มกว่า หลายครั้งที่ความเป็นไทยทำให้คนเรากลายเป็นทาส ทาสของความอยากของตน ทาสที่ปลดปล่อยไม่พ้นจากวังวนของความภักดี (แล้วมันจะเกี่ยวข้องกันไหม...เฮ้อ...) ผมเห็นบางครั้งตู้เสบียงเป็นที่สำราญรมย์จากกระแสเงิน วันไหนเขารู้ว่าไม่สั่งอาหาร งานก็กร่อย ไม่มีใครอยากจะบริการ ตู้เสบียงไม่มีดิสโก้เทค
อย่างไรก็ตามผมก็จะเดินทางโดยรถไฟต่อไป
วันเสาร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2554
วันพุธที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2554
เจ้าและโจร
...เมื่อสำเร็จ พูดอะไร ให้น่ารัก
หากล้มเหลว จักพูด สิ่งใดได้
โลกย์จะนับ รับเธอ ผู้ยิ่งใหญ่
คนเล็กๆ ไม่มี ที่หยัดยืน
... ยังมีต่อ...
หากล้มเหลว จักพูด สิ่งใดได้
โลกย์จะนับ รับเธอ ผู้ยิ่งใหญ่
คนเล็กๆ ไม่มี ที่หยัดยืน
... ยังมีต่อ...
วันพฤหัสบดีที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2554
เดียวดาย
...ผ่านค่ำคืน อย่างยาก แม้อยากหลับ
ร่างกายกลับ ตื่นรู้ อยู่เสมอ
เพียงลำพัง นั่งดื่ม ดั่งละเมอ
แต่ใจเผลอ พรากรู้ สู่มายา
...คิดสั้นสั้น วันวัน ได้ผันผ่าน
ชีพมินาน อยู่ไป อย่างไร้ค่า
อนาคต แค่นาที ที่จะมา
มินำพา เพียงตน พ้นผ่านวัน
...ได้สร้างกรรม ก่อทุกข์ ท่วมทับถม
ส่วนผสม สร้างไว้ ไม่ใช่ฝัน
ต้องเร่ร่อน ไร้พรรค พวกผลักดัน
ต้องฝ่าฟัน วันคืน ไร้รื่นรมย์
...แม้อยู่เดี่ยว เดียวดาย กระหายสู้
สู้แม้รู้ ไร้สุข ทุกข์ขื่นขม
สู้กับใจ ไม่ให้ ใจตกจม
ถูกทับถม ถากถาง ช่างปะไร
...ก็มิได้ ฝันใฝ่ ดั่งใครฝัน
เพียงอิ่มวัน ผ่านวัน ดังฝันใฝ่
เพียรกระทำ ตนตื่น ก็ชื่นใจ
แล้วทำไม จะต้องอยาก มากกว่านี้
...ที่นี่เงียบ ที่นี่งาม ที่นี่ง่าย
อยู่กับจิต อยู่กับกาย อยู่ที่นี่
ยังไม่มี ที่ไหน ยังไม่มี
ที่วิเวก เหมือนที่นี ไม่มีเลย
...ยังคงผ่าน ค่ำคืน ด้วยยืนหยัด
เพียงกำจัด เหว่ว้า ทำท่าเฉย
แล้วเวลา พาผ่าน ผันอย่างเคย
ได้ล่วงเลย ค่ำคืน ฝืนทนเอา
...ถึงเดียวดาย กายใจ ใช่เท่านี้
เมื่อยามมี มรสุม มารุมเร้า
สู้ผจญ บนทาง ที่เงียบเหงา
ข้ามความเศร้า สู้ทน คนเดียวเอย
ด้วยจิตนอบน้อม
ร่างกายกลับ ตื่นรู้ อยู่เสมอ
เพียงลำพัง นั่งดื่ม ดั่งละเมอ
แต่ใจเผลอ พรากรู้ สู่มายา
...คิดสั้นสั้น วันวัน ได้ผันผ่าน
ชีพมินาน อยู่ไป อย่างไร้ค่า
อนาคต แค่นาที ที่จะมา
มินำพา เพียงตน พ้นผ่านวัน
...ได้สร้างกรรม ก่อทุกข์ ท่วมทับถม
ส่วนผสม สร้างไว้ ไม่ใช่ฝัน
ต้องเร่ร่อน ไร้พรรค พวกผลักดัน
ต้องฝ่าฟัน วันคืน ไร้รื่นรมย์
...แม้อยู่เดี่ยว เดียวดาย กระหายสู้
สู้แม้รู้ ไร้สุข ทุกข์ขื่นขม
สู้กับใจ ไม่ให้ ใจตกจม
ถูกทับถม ถากถาง ช่างปะไร
...ก็มิได้ ฝันใฝ่ ดั่งใครฝัน
เพียงอิ่มวัน ผ่านวัน ดังฝันใฝ่
เพียรกระทำ ตนตื่น ก็ชื่นใจ
แล้วทำไม จะต้องอยาก มากกว่านี้
...ที่นี่เงียบ ที่นี่งาม ที่นี่ง่าย
อยู่กับจิต อยู่กับกาย อยู่ที่นี่
ยังไม่มี ที่ไหน ยังไม่มี
ที่วิเวก เหมือนที่นี ไม่มีเลย
...ยังคงผ่าน ค่ำคืน ด้วยยืนหยัด
เพียงกำจัด เหว่ว้า ทำท่าเฉย
แล้วเวลา พาผ่าน ผันอย่างเคย
ได้ล่วงเลย ค่ำคืน ฝืนทนเอา
...ถึงเดียวดาย กายใจ ใช่เท่านี้
เมื่อยามมี มรสุม มารุมเร้า
สู้ผจญ บนทาง ที่เงียบเหงา
ข้ามความเศร้า สู้ทน คนเดียวเอย
ด้วยจิตนอบน้อม
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)