วันศุกร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2550

ในห้องกับเวลาที่มี

เวลาที่ชีวิตอยู่คนเดียวในห้องที่คับแคบ

---ชีวิตโดดเดี่ยวด้วย-----ความดี
เหมือนนั่งในกุฎี----------พระเจ้า
สงบว่างวิถี---------------ธรรมผ่อง
กรรมเร่งวัฏฏะเร้า--------โลกย์ด้วยสุขเกษม

ความสุขมีทุกที่ ที่ไม่มีตัวเรา

วันจันทร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2550

ชีวิตที่จำได้

จากปายสู่ลำปาง ในวันที่ 5 มีนาคม 2550ไปและกลับอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอนเกือบทุกครั้งไปด้วยรถส่วนตัว มีเพียงครั้งเดียวก่อนหน้านี้ที่เดินทางกลับด้วยรถประจำทาง คราวนั้นได้เดินทางกลับโดยสารรถประจำทางปรับอากาศ และเดินทางไปด้วยรถตู้ มีความสะดวกพอประมาณ แต่ภรรยามีประสบการณ์เดิมว่าการเดินทางระหว่างปายและเชียงใหม่เป็นความทุกข์ทรมาณพอสมควร พอเราจะต้องเดินทาง จึงห่วงว่าจะไม่มีความสะดวก และเสนอให้เอารถกลับ ตั้งใจแล้วว่าจะไม่เอารถกลับจึงแน่วแน่ไปที่ท่ารถ แม่ยายบอกแล้วว่าให้ ไปจองตั๋วไว้ก่อนตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2550 ที่ไปถึง แต่ไปแค่ดูแล้วไม่ได้จอง จึงไม่ได้กำหนดว่าต้องไปเวลาใดวันที่ 5 มีนาคม 2550 เวลา 8:00 น. ไปที่สถานีขนส่งอำเภอปาย นายสถานีได้บอกว่ารถตู้เต็มทุกเที่ยวไม่ สามารถไปได้ด้วยรถตู้ที่ดูเหมือนสะดวกสะบายที่สุดในการเดินทางระหว่างปายและเชียงใหม่ กลับมาบ้านแม่และทำใจต้องไป ตามที่ตนมีโอกาสจะไปได้
เวลา 9:00 น. เตรียมตัวแต่งตัว พบว่ากุญแจบ้านยังไม่ได้นำมาด้วย ทำให้ภรรยาห่วงใยมากขึ้นไป อีก ด้วยปักใจว่าผมเป็นคนชอบลืมและไม่รอบคอบ ค้นหาจนเจอเจอจากความรอบคอบเกินไป กุญแจอยู่ในเสื้อคลุมของผมเอง และผมจำได้เอง
10:00 น. ไปถึงสถานีขนส่งอีกครั้งมีรถประจำทางไม่มีเครื่องปรับอากาศกำลังจะออก ขึ้นไปนั่งและ
ลาภรรยาและบุตร
10:30 น. รถออกเดินทางจากอำเภอปาย ล้อหมุน ค่าโดยสาร 72 บาท
ระหว่างทางเด็กรถที่เก็บค่าโดยสารนั่งบนฝาปิดเครื่องยนต์สนทนากับคนขับ เขากำลังฝึกหัดเป็นคนขับรถโดยสอบถามถึงวิธีการขับ ข้อควรระวังเมื่อขับรถ ผมเห็นความรู้ที่ไม่มีสอนในหนังสือใด เลื่อนไหลถ่ายเทจากผู้ทำงานขับมาเป็นระยะเวลานาน เป็นความรู้จากการทำจริงและได้ความรู้จริงจากการทำ ไหลจากพนักงานขับที่เป็นผู้ให้ไปสู่เด็กรถผู้ใฝ่รู้ เพื่อนำไปทำจนเกิด เป็นความรู้ในตน ผมเข้าใจว่าโลกย์เราอยู่มาได้เพราะมีความรู้ที่ถ่ายทอดเช่นนี้จากรุ่นสู่รุ่นโดยไม่รู้จักการจัดการความรู้แบบตะวันตกแต่อย่างใด นอกจากผู้รู้ที่เป็นคนขับได้ถ่ายทอดให้เด็กรถผู้ใฝ่รู้แล้ว ยังมีพระสงฆ์เปรียญหก (ทราบจากการสนทนา ระหว่างพระสงฆ์ด้วยกันซึ่งเดินทางด้วยกัน 3 รูป) ซึ่งเคยเป็นพนักงานขับรถมาก่อนได้ร่วมให้กำลังใจและความรู้แก่เด็ก
รถด้วย เด็กรถคนนี้จึงโชคดีที่มีคนให้ความรู้กับเขาในหลายด้าน ผมเห็นว่าความใฝ่รู้เป็นเครื่องมือที่ทำให้คนได้ความรู้และ แสวงหาความรู้ได้ด้วยใจรัก
เวลา 12:05 น.รถพักที่แม่แสะรับประทานอาหาร ตามกำหนดรถจะพัก 15 นาทีตามที่เขียนไว้หน้ารถ แต่พนักงานขับรถบอกว่าเราจะพัก 20 นาที เขาให้เหตุผลว่า 15 นาที ตามกำหนดทำให้คนโดยสารเครียด ทานอาหารไม่ทัน เป็นต้นเหตุให้พนักงานขับเครียดด้วย เขาว่าเราไม่ควรเดินทางบนความเครียด
ความเครียดทำให้เราไม่มีความสุข ทุกขณะที่ลำบากถ้าเรามีความสุขจะไม่รู้ว่าลำบาก
ทานอาหารแล้วเสร็จ 12:30 น. จึงได้ออกเดินทางอีกครั้ง เกินเวลาไป 5 นาที เป็นเวลาที่มีค่า 5 นาทีที่เสียไป ทำให้คนไม่เครียด
ดีจริงๆ กับอุบายของพนักงานขับรถ ดีจริงๆ เป็นความจริงที่ดีมากที่ได้ผ่อนคลาย
สอบถามพนักงานขับรถว่าถึงเชียงใหม่เวลาไหน ได้คำตอบว่า ประมาณ 14:30 น.เส้นทางช่วงนี้แห้งแล้งตามฤดูกาลนั่งเงียบ งีบหลับบ้าง คิดถึงครอบครัวที่พึ่งจากมารู้สึกเดียวดายบนเส้นทาง
บนเส้นทางเดียวดาย มีเพียงความห่วงใยที่หล่อเลี้ยง ความห่วงใยของเรา ความห่วงใยของครอบครัว ความห่วงใยซึ่งกันและกัน คนจึงไม่เดียวดายด้วยสายใยแห่งครอบครัว
13:50 น. รถถึงแม่มาลัย มีชาวต่างชาติลงหลายคน เพื่อเดินทางไปยังแม่แตง ฝาง และที่อื่นๆ พนักงานขับรถมีอัธยาศัยดีมากเขาช่วยเอาของลง แนะนำด้วยภาษาอังกฤษที่ชาวต่างประเทศฟังแล้วรู้เรื่อง14:00 น.รถจึงออกเดินทางไปเชียงใหม่ หลับบ้างตื่นบ้างถึงเชียงใหม่ 14:35 น.
เชื่อมความห่วงใยโดยโทรศัพท์บอกภรรยา ให้คลายกังวลและทำให้ความห่วงใยกลับมาอยู่ในขอบเขตที่ควบคุมได้ของแต่ละคน
แล้วเสร็จเข้าห้องน้ำ 3 บาทสำหรับการถ่ายทุกข์ เวลา 14:50 น. เข้าแถวรอซื้อบัตรโดยสาร รถทัวร์ปรับอากาศชั้นสองเพื่อจากเชียงใหม่มาลำปาง15:00 น. ออกเดินทางมายังลำปาง ผู้เอื้อเฟื้อมารับโทรศัพท์มาถามการเดินทางด้วยความห่วงใย หลับๆ ตื่นๆ มาถึงลำปางเวลา 16:45 น. ผู้เอื้อเฟื้อมารับโทรศัพท์มาแจ้งว่ามารอแล้ว ความห่วงใยของเขาทำให้เราเกรงใจ เดินทางกลับบ้านพร้อมกับเขาดีใจสำนึกในความห่วงใยของเขา ซาบซึ้งและขอบคุณ ขอบคุณและติดค้าง ติดค้างเพื่อจะชดใช้อย่างตั้งใจ
เวลา 17:30 น. ส่งความห่วงใยให้ภรรยารับรู้ การเดินทางของวันนี้สิ้นสุดลงแล้ว แต่การเดินทางของชีวิตยังคงอยู่ดำเนินต่อไปความห่วงใยเป็นเหตุให้ผลแห่งความดำรงอยู่ของคนดำเนินไปด้วยความสมัครสมานสามัคคี มีความดีเลี้ยงหล่อและเป็นเครื่องจรรโลงให้โลกดำเนินไปด้วยดี
บทเรียนจากการเดินทางที่เดียวดาย คือคนไม่มีวันเดียวดาย เรามีเพื่อนร่วมเดินทางในขณะที่เราไม่คิดว่าเขาเป็นเพื่อนเดินทาง เราเดินทางไม่เฉพาะแต่จากสถานที่หนึ่งไปยังอีกสถานที่หนึ่งเท่านั้น ขณะที่เราเดินทางถ้าเราปิดกั้นตัวเองจากสภาพแวดล้อม เราจึงเดียวดาย แต่เราวุ่นวายภายใน เราเดินทางภายในพร้อมเดินทางภายนอก อย่าถามว่าเราได้อะไรจากการเดินทาง จงบอกว่าเราให้อะไรกับการเดินทางบ้าง
อย่าหวังว่าจะได้ จงให้
(ดัดแปลงจากประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคเนดี้ ที่ว่า "อย่าถามว่าประเทศชาติได้ให้อะไรกับเรา แต่จงถามว่าเราให้อะไรกับประเทศชาติบ้าง"ชอบครับ)

วันพฤหัสบดีที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2550

การเดินทางในชีวิตที่เหลืออยู๋

วันเวลาที่ผ่านมา อยู่ในความหยุดนิ่ง ไม่ก้าวหน้า ไม่ถอยหลัง
วันนี้มีหนทางใหม่ที่ต้องเดินไป ยังไม่รู้จะเผชิญอะไรบ้าง
ไม่หวั่นกลัว ไม่ท้อถอย โอกาสมาถึง จึงเลือกเพราะถูกเลือก
จะไปต้องมีสติ เมตตา ปัญญา ขันติ
สติ คือ ไม่ตอบสนองด้วยสัญญา และอารมณ์
สัญญา ความจำเดิม
อารมณ์ ความอ่อนไหวไปกับสิ่งแวดล้อม
เมตตา คือ ไม่เบียดเบียน
เบียดเบียน การทำลาย ทำร้าย ผู้อื่นด้วยกาย วาจา ใจ
ปัญญา คือ มีความรู้
ความรู้ในเรื่องที่จะทำงาน รู้จักคน และสภาพแวดล้อม
ความรู้ เหตุ ผล ตน ประมาณ กาล ประชุมชน
ขันติ คือ อดทน อดกลั้น
อด จากสิ่งที่ชอบ ทน ต่อสิ่งที่ไม่ชอบ
กลั้น กั้นอันตราย และกลั่นการตอบสนองด้วยปัญญา
หยุดไม่ได้ จะต้องไป บนทางที่เลือก เพราะถูกเลือก
ด้วยจิตคารวะ และนอบน้อมอย่างที่สุด