วันพุธที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2557

มดน้อย

เพื่อความสะดวกในการชม โปรดกดเค่รื่องหมายลูกศรด้านซ้ายมือ frame ด้านข้างจะยุบลง และจะอ่านได้สะดวกครับ
ผมก็ไม่รู้ว่าจะตั้งค่าเริ่มต้นให้ปิด frame ด้านข้างได้อย่างไร


Download file PDF 

วันจันทร์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2557

มนุษย์ที่แท้ มรรควิถีของจางจื้อ เรือเปล่า

ขอบคุณภาพจาก http://grongitum.blogspot.com/2013/07/blog-post_6946.html

เรือเปล่า (หน้า 197 หนังสือ มนุษย์ที่แท้ มรรควิถีของจางจื้อ แปลโดย ส.ศิวรักษ์)
คนที่ปกครองคน อยู่อย่างสับสน คนที่ถูกปกครอง อยู่อย่างมีทุกข์
ด้วยเหตุฉะนี้ เหยาจึงไม่ประสงค์จะมีอิทธิพลเหนือคนอื่น หรือให้คนอื่นมามีอิทธิพลเหนือตน
วิธีที่จะไปพ้นความสับสนและความพ้นทุกข์ คืออยู่อย่างเต๋า ในดินแดนแห่งความว่างเปล่า

เวลาข้ามแม่น้ำ ถ้าเรือเปล่ามาชนเรือกรรเชียงของใครคนหนึ่ง ถึงจะเป็นคนเจ้าโทสะ เขาก็คงโกรธไม่ได้มาก
แต่ถ้าเห็นคนในเรือนั้น คงต้องตะโกนบอกให้ไปให้พ้น 
ถ้าอีกฝ่ายไม่ได้ยิน ก็ต้องตะโกนออกไปอีก และทำเช่นนี้เรื่อยไป จนถึงต้องร้องด่า
ทั้งนี้เพราะมีคนอยู่ในเรือลำนั้น
ถ้าไม่มีคนอยู่ในเรือ ก็จะไม่ตะโกนและไม่โกรธ

ถ้าทำให้เรือของท่านว่าเปล่าเสียได้ เวลาข้ามโอฆะของโลก ก็จะไม่มีใครขวางกั้นท่าน ไม่มีใครต้องการจะทำร้ายท่าน
ต้นไม้ที่ตรง ย่อมถูกตัดลงก่อน บ่อน้ำที่ใส จะถูกตักไปใช้จนแห้งก่อนบ่ออื่น
ถ้าอยากให้สติปัญญาของท่านวิเศษขึ้น เพื่อเอาชนะคนโง่ หรือปรับปรุงอุปนิสัยใจคอ เพื่อให้เด่นกว่าคนอื่น
แสงจะปรากฎรอบๆ ตัวท่าน ดังท่านได้กลืนกินดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เข้าไว้ ท่านจะเลี่ยงความหายนะเสีย หาได้ไม่

ผู้รู้กล่าวว่า คนที่พอใจในตัวเองได้ทำการอันหาค่ามิได้ ความสำเร็จคือจุดเริ่มต้นของความล้มเหลว
ชื่อเสียงคือจุดเริ่มต้นของความเสื่อมเสีย

คนที่ทำตนให้พ้นจากความสำเร็จ จากชื่อเสียง ย่อมลดตนลง ให้หายไปในฝูงชน
เขาย่อมลอยไปโดยไม่มีใครเห็น ดุจเต๋า เขาย่อมเคลื่อนที่ไปดังชีวิตที่แท้ โดยปราศจากชือหรือบ้านเรือน
เขาย่อมเป็นคนง่ายๆ อย่างปราศจากความเด่น
มาจากภายนอกเขาก็คือคนโง่เรานี่เอง
ทุกๆ ก้าว ปราศจากรอยตีน
เขาไร้อำนาจ
ปราศจากผลสำเร็จ ไม่มีชื่อเสียงใดๆ สิ้น
เขาไม่ตัดสินว่าใครดีหรือเลว และก็ไม่มีใครตัดสินเขา
เขาคือมนุษย์ที่เต็มเปี่ยม เรือของเขาว่างเปล่า

พระไพศาลวิสาโล เขียนถึง เรือเปล่า

มนุษย์ที่แท้ มรรควิถีของจางจื้อ ความสุขที่สมบูรณ์




ความสุขที่สมบูรณ์ (หน้า 169 หนังสือ มนุษย์ที่แท้ มรรควิถีของจางจื้อ แปลโดย ส.ศิวรักษ์)

จะหาความสุขที่สมบูรณ์ได้ไหมในโลกนี้ หรือว่าหาไม่ได้เลย 
มีวิธีใดบ้างไหม ที่จะทำให้การดำรงชีวิตเป็นไปอย่างมีคุณค่าเต็มที่ หรือว่าไม่มีเลย ฯ ถ้ามี จะค้นหาวิถีทางอันนั้นได้อย่างไร ฯ ควรทำอย่างไร ควรงดอะไร การกระทำต่างๆ ควรมุ่งไปที่เป้าหมายไหน 
ควรรับอะไร ควรเกลียดอะไร
สิ่งซึ่งโลกยกย่องคือเงินทอง ชื่อเสียง อายุยืน และความสำเร็จในชีวิต ฯ สิ่งที่ถือกันว่าเป็นความสุขคืออนามัยดี ร่างกายได้รับความสะดวกสบาย อาหารดี เครื่องนุ่งห่มสวยงาม ได้เห็นสิ่งอันน่ารื่นรมย์และได้ฟังดนตรีไพเราะ
สิ่งซึ่งโลกรังเกียจคือความยากจน ต่ำต้อย ไม่เป็นที่ไว้วางใจ และ อายุสั้น ฯ สิ่งซึ่งถือกันว่าเลวร้าย คือลำปากกาย ทำงานหนัก ไม่ได้กินอาหารเต็มอิ่ม ไม่มีเสื้อผ้าดีๆ ใส่ ตาไม่ได้เห็นสิ่งอันเป็นที่เพลิดเพลินเจริญใจ หูไม่ได้ฟังเพลงอันไพเราะ
เมื่อขาดสิ่งซึ่งถือกันว่าดี ก็มักวิตกกังวล ทุกข์ร้อน มักพะวงกันถึงชีวิตเลยเกิดความทุกข์จนแทบจะรับชีวิตนี้ไว้ไม่ได้ แม้จะได้สิ่งที่ปรารถนาแล้วก็ตาม เพราะมัวยุ่งแสวงหาความสุขนี้เอง ที่ทำให้ไร้สุข
คนรวยทำชีวิตไม่ให้น่าพิสมัยด้วยการมุ่งแต่จะหาทรัพย์ หาแล้วหาอีก จนไม่รู้ว่าจะเอาไปใช้ทำอะไร ยิ่งหาทรัพย์ยิ่งห่างจากความเป็นคนของตนเองออกไปทุกที ตัวตนที่แท้อ่อนกำลังลง ด้วยการเป็นทาสของงาน ดังหนึ่งตนเป็นทาสในเรือนเบี้ยเขาฉะนั้
คนมักใหญ่ใฝ่สูงวิ่งแสงงหาเกียรติยศทั้งวันทั้งคืน ต้องทนทุกข์ทรมานว่าตนจะได้ผลสมที่กับวางแผนไว้หรือไม่ ต้องคอยหวาดระแวงอยู่เสมอ ด้วยเกรงว่าการคำนวณผิดจะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างปลาสนาการไป 
ยิ่งนับวันก็ยิ่งห่างจากความเป็นตนของตนออกไปทุกที ฯ ตัวตนที่แท้อ่อนกำลังลงด้วยการวิ่งแสวงหาเงาที่ขึ้นเองจากความหวังอันไม่รู้จักพอ 
มนุษย์เกิดขึ้นพร้อมกับความทุกข์ 
\ยิ่งมีชีวิตอยู่นาน ยิ่งโง่มากขึ้นเพราะยิ่งนับวันก็ยิ่งหาทางเลี่ยงสิ่งซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือความตาย ฯ น่าสงสารอะไรเช่นนั้น ที่ดำรงชีวิตอยู่เพื่อไขว่คว้าหาสิ่งซึ่งไม่มีวันจะจับได้ถึง ฯ กระหายที่จะอยู่รอดเพื่ออนาคต จนไม่สามารถจะดำรงชีวิตอยู่ได้ในปัจจุบัน 
แล้วขุนนางและนักเรียนผู้เสียสละทั้งหลายเล่า ฯ โลกยกย่องเขาเพราะเขาเป็นคนดี ซื่อตรงและเสียสละ ฯ แต่ความดีของเขาหาช่วยให้เขาพ้นทุกข์ได้ไม่ นอกไปจากนี้แล้ว เขายั้งต้องประสบความหายนะ ถูกถอด ถูกทำให้เสียชื่อเสียง และต้องตายด้วย 
ข้าพเจ้าสงสัยว่าในกรณีเช่นนี้ ที่ว่าความดีนั้นดีจริงละหรือ หรือว่านี่คือบ่อเกิดของความทุกข์อยู่ด้วย ฯ สมมุติว่าเราเขาเหล่านี้มีความสุข การมีความดีและหน้าที่การงาน อันนำไปสู่จุดหมายปลายทางที่ทำลายตนเองในที่สุดนั้น จะเรียกได้ว่านั่นคือความสุขละหรือ ฯ แต่จะว่าไม่เป็นความสุขได้อย่างไร ในเมื่อความเสียสละของเขา ได้ช่วยชีวิตและโชคชะตาของคนอื่นๆ เป็นอันมาก ฯ ยกตัวอย่างเสนาบดีที่ซื่อสัตย์สุจริต ชนิดที่ขัดขวางการตัดสินใจของพระราชาที่อยุติธรรม คนเหลานี้ทำตามคติที่ว่า ต้องพูดความจริง แม้พระเจ้าแผ่นดินจะไม่ทรงฟัง จะทำอะไรก็แล้วแต่พระทัยท่าน ขุนนางข้าราชการไม่มีหน้าที่อะไรยิ่งไปกว่านั้น 
คำถามก็คือ การกระทำเช่นนี้เป็นความดีหรือไม่ ในเมื่อการกระทำก่อให้เกิดผลร้ายแก่ผู้กระทำ ฯ
ข้าพเจ้าไม่สามารถบอกได้ว่่าสิ่งซึ่งโลกถือว่าเป็นความสุขนั้น เป็นความสุขจริงหรือไม่ ฯ ข้าพเจ้ารู้แต่เพียงว่าวิธีการที่มนุษย์แสวงหาความสุขนั้น ดูเขาชอบเอาหัวชนกำแพง ทำอย่างน่าสยดสยอง ดังหนึ่งถูกครอบงำให้ทำเช่นนั้น ฯ โดยทั่วๆ ไป ชอบวิ่งไปตามฝูงชน ไม่สามารถยั้งหยุดตนไว้ได้ และไม่ยอมเปลี่ยนทิศทางเดิน ฯ ทุกขณะ อ้างว่ากำลังจะเข้าถึงความสุขได้อยู่แล้ว 
สำหรับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่สามารถรับวิธีการเช่นนี้ได้ ไม่ว่านั่นจะก่อให้เกิดสุขหรือทุกข์ก็ตาม ข้าพเจ้าถามตนเองว่าที่เขาคิดกันว่าเป็นความสุขนั้น มีความหมายจริงๆ ละหรือ 
ตามทัศนะของข้าพเจ้า จะหาความสุขไม่ได้เลย ตราบเท่าที่ยังแสวงหาความสุขอยู่ ฯ ความสุขอย่างยิ่งของข้าพเจ้าอยู่ตรงที่ไม่ได้ทำอะไรเลย โดยที่การการะทำนั้นๆ ล้วนเป็นส่่วนที่จะสร้างสรรค์ให้เกิดความสุขด้วยกันทั้งสิ้น ฯ สำหรับชาวโลกส่วนใหญ่ นี้เป็นวิธีที่เลวที่สุดที่จะพึงคิดเห็นได้ 
ข้าพเจ้าถือตามคำกล่าวที่ว่า สุขที่สุดอยู่ที่ไม่มีความสุข การยกย่องอย่างวิเศษสุดอยู่ที่ไม่มีการยกย่อง ฯ
ถ้าท่านจะถามว่า ควรทำอะไรและไม่ควรทำอะไร ที่ในโลกนี้ เพื่อที่จะมีความสุข ฯ ข้าพเจ้าขอบอกได้ว่าคำถามเช่นนี้ไม่มีคำตอบ ฯ ไม่มีทางที่จะกำหนดสิ่งเหล่านี้ 
ในทันทีที่ข้าพเจ้าหยุดแสวงหาความสุข ความถูกและความผิดปรากฏชัดขึ้นมาเอง ฯ การดำรงอยู่อย่างเป็นสุขและความพึงใจในสิ่งที่มีอยู่ เป็นไปได้ในทันที่ที่หยุดทำการเพื่อแสวงหา ฯ ถ้าปฏิบัติอกรรม(วูไหว่) จะได้รับความสุขและอยู่อย่างเป็นสุขพร้อมๆ กันไป ฯ
ข้าพเจ้าขอสรุปดังนี้
ฟ้าไม่ทำอะไร อกรรมของฟ้าคือความสงบ
ดินไม่ทำอะไร อกรรมของดินคือการพักผ่อน
จากอกรรมของฟ้าแลดิน 
กิจกรรมต่างๆ เกิดขึ้น
สรรพสิ่งจึงเกิดขึ้น ฯ 
ภาวะต่างๆ เกิดขึ้น
อย่างกว้างใหญ่จนแลไม่เห็นได้ตลอด ฯ
สรรพิ่งมาจากความไม่มีสิ่งใดเลย 
ยิ่งใหญ่ และไม่เห็นได้
อธิบายให้ไม่ได้
สรรพสิ่งในสภาพที่สมบูรณ์
เกิดจากความไม่มีสิ่งใดเลย ฯ
จึงกล่าวได้ว่า
พ้าดินไม่ทำอะไรเลย
และไม่มีอะไรเลยที่ฟ้าดินไม่ได้ทำ